ลูกวัย 21 ปี เก็บกดจากความแค้น มีปากเสียง กระหน่ำยิงพ่อ อ้างเคยถูกปืนจ่อหัว ใช้เท้าเหยียบคอ ทุบทำร้ายมานานนับปี อดีตปลัดเทศบาล ผู้เป็นปู่ เล่าปมความขัดแย้ง
เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 31 พ.ค.2569 พ.ต.ท.ธนวา สองวิหค สารวัตรเวร สภ.เมืองเพชรบุรี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูงยิงบาดเจ็บ ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี รุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตํารวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดเพชรบุรี
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ฝั่งตรงข้ามริมคลองสุเอซ บริเวณประตูบ้านพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 1 ปลอก บนที่นอนภายในบ้านพบปลอกกระสุนขนาดเดียวกัน 2 ปลอก ส่วนผู้บาดเจ็บพลเมืองดีนําส่ง รพ. พระจอมเกล้าฯ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ก้น 1แห่ง ที่น่องขาซ้าย 1 แห่ง และมีรอยจากลูกกระสุนปืนที่หน้าอก อีก 1 แห่ง ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อคือ นายสิรดนัย (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นลูกชายผู้ได้รับบาดเจ็บ หลังก่อเหตุได้หลบหนีไป

อดีตปลัดเทศบาลแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บเป็นลูกชาย ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นหลานชาย ที่ผ่านมา พ่อลูกคู่นี้มักมีปากเสียงกันเป็นประจำ ก่อนเกิด นายอรรถสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) ผู้เป็นพ่อ สั่งให้ นายสิรดนัย บุตรชาย นำรถจักรยานยนต์ไปคืนเจ้าของ จนเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่ นายสิรดนัย ชักอาวุธปืนกระหน่ำยิงนายอรรถสิทธิ์ 3 นัด จนได้รับบาดเจ็บ
ต่อมาเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเพชรบุรี นำโดย พ.ต.ท.รณชัย จันทรปรุง สว.สส.สภ.เมืองเพชรบุรี ลงพื้นที่กดดันจนสามารถจับกุมตัวนายสิรดนัยได้ที่บ้านพักซึ่งไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุมากนัก
สอบสวนนายสิรดนัย สารภาพว่าที่ผ่านมาตนมักจะถูกนายอรรถสิทธิ์ ผู้เป็นบิดา ข่มขู่ เอาปืนจ่อหัว ใช้เท้าถีบคอ และทุบตีมาตลอดหลายปี ก่อนเกิดเหตุตนมีปากเสียงกับนายอรรถสิทธิ์อย่างรุนแรง เรื่องที่นายอรรถสิทธิ์จะให้ตนนำรถจักรยานยนต์ที่ตนไปยืมเขามาให้มาจอดที่บ้านหลังที่เกิดเหตุ
แต่ตนไม่ยอมจนทำให้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง ประกอบกับตนได้เก็บกดเรื่องที่ผ่านมาและเกิดการโมโหอย่างหนักจึงชักอาวุธปืนยิงใส่นายอรรถสิทธิ์จำนวน 3 นัด ก่อนหลบหนีไปที่บ้านน้าสาวและถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาพยายาฆ่า มีอาวุธครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
