“วีรศักดิ์” เปิดโต๊ะแถลงโต้ ปมถูกกล่าวหาเป็นมาเฟียป่าตอง ร้องรัฐบาลให้ตรวจสอบพฤติกรรม ลั่นไม่เคยเก็บค่าคุ้มครอง มีไพ่เด็ดในมือข้อมูลคนเก็บเงินจริง รอเปิดในศาล
วันที่ 15 มิ.ย.2569 นายวีรศักดิ์ นิมิตตกานนท์ นักธุรกิจวัย 71 ปี แถลงข่าวตอบโต้กรณีถูกกล่าวหาและร้องเรียนต่อรัฐบาลให้ตรวจสอบพฤติกรรมเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลและมาเฟียในพื้นที่ ภายหลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง โดยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยมีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพล ไม่เคยเรียกเก็บค่าคุ้มครอง และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกฝ่ายอย่างละเอียด
นายวีรศักดิ์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทว่า เป็นความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทางภาระจำยอมในซอยแสนสบายที่มีมาอย่างยาวนาน โดยย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2560 ที่ตนเข้ามาเจรจาซื้อที่ดินบริเวณปากซอยแสนสบาย ก่อนที่คู่กรณีจะเข้ามาแสดงความประสงค์ซื้อเช่นกัน ทำให้ตนชะลอการซื้อออกไป กระทั่งภายหลังคู่กรณีเปลี่ยนใจไม่ซื้อ ตนจึงกลับมาเจรจาและใช้เวลากว่า 1 ปีจึงสามารถซื้อที่ดินดังกล่าวได้สำเร็จ
ต่อมาได้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้ทางภาระจำยอมจนนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ฝ่ายคู่กรณีร่วมชำระค่าเสียหายจำนวน 5 ล้านบาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือน ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเพิ่มค่าเสียหายเป็น 28.5 ล้านบาท และกำหนดให้ชำระค่าเสียหายเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด
นายวีรศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันคู่กรณียังไม่ได้ชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษา ซึ่งรวมเป็นเงินประมาณ 140-150 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าข้อพิพาททั้งหมดเป็นเรื่องทางแพ่งและกระบวนการยุติธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อิทธิพลแต่อย่างใด สำหรับกรณีที่มีการแจ้งความกล่าวหาตนในข้อหาบุกรุก ขู่กรรโชกทรัพย์ อั้งยี่ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และความผิดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้นั้น ตนได้เข้าให้ปากคำกับตำรวจแล้ว และหลังการสอบสวนยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ แก่ตน
” ถ้าผมมีความผิดจริงตามที่กล่าวหา ตำรวจก็คงไม่ปล่อยตัวออกมาโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกันนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า การร้องเรียนที่เกิดขึ้นอาจมีการเตรียมการและวางแผนมาเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้หลายเดือน ก่อนจะนำเรื่องไปร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “มาเฟีย” หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ป่าตอง ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ยังใช้ชีวิตปกติ เดินทางคนเดียว ไม่มีคนขับรถหรือผู้ติดตาม และไม่ได้มีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่รัฐรายใด ถ้าผมเป็นมาเฟียจริง คนทั้งจังหวัดต้องรู้จักผม แต่ความจริงคนรู้จักผมน้อยมาก คำว่ามาเฟียห่างไกลจากผมมาก ” นายวีรศักดิ์กล่าว
นายวีรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการเรียกเก็บค่าคุ้มครองในซอยแสนสบายนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน โดยมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นผู้เรียกเก็บเงินตัวจริง รวมถึงเส้นทางการเงินว่าเงินถูกส่งต่อไปถึงใครผมมีไพ่เด็ดอยู่ในมือ รู้ว่าใครเป็นคนเก็บเงิน และเก็บแล้วส่งต่อให้ใคร แต่เรื่องนี้จะเปิดเผยในชั้นศาลเท่านั้น รับรองว่าถ้าเปิดชื่อออกมาจะมีคนหนาวจนเป็นไข้จับสั่นแน่นอน โดยขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในซอยแสนสบายอย่างเท่าเทียม ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเองหรือทนายความ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม
” ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายวีรศักดิ์กล่าวว่า แม้จะไม่ใช่คนภูเก็ตโดยกำเนิด แต่ได้ใช้ชีวิตและทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตมานานกว่า 20 ปี และได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในจังหวัดภูเก็ตแล้ว โดยมองว่าภูเก็ตคือบ้านของผม โดยมีความกังวลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก หากมีการนำเสนอข้อมูลจนทำให้เกิดภาพจำว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพล ถ้าใครมีปัญหากับผม ก็ขอให้สู้กันในกระบวนการยุติธรรม อย่าเอาภูเก็ตเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะความเสียหายไม่ได้เกิดกับผมคนเดียว แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตด้วย ” นายวีรศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


