สุราษฎร์ธานี ชาวสวน เดือดร้อนหนัก มะพร้าว ราคาตกต่ำรุนแรง เหลือผลละ 2.5 บาท ประสบภาวะขาดทุน ประสบปัญหาหนี้สิน ขาดสภาพคล่อง เกษตรกร เริ่มละทิ้งสวน วอนรัฐบาลช่วยเหลือด่วน พร้อมส่งหนังสือถึง นายกฯ ยื่น 5 ข้อ เร่งแก้ไขปัญหา

22 มิ.ย. 69 ที่ศาลาประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี น.ส.กานสินี โอภาสรังสรรค์ สส.เขต1สุราษฎร์ธานี พร้อม นายสุเชาว์ ทูโมสิก นายอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่รับฟัง ปัญหาความเดือดร้อนอย่างรุนแรงจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว

ถึงราคามะพร้าวที่ตกต่ำเหลือเพียงผลละ 2.5 – 5 บาท ขณะที่ ต้นทุนที่เกษตรกร แบกรับจริงอยู่ที่ผลละ 12 บาท ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประเมินมาตรฐานของหน่วยงานรัฐ ที่ตั้งไว้ 7.41 บาทต่อผล เนื่องจากภาระค่าแรงและปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมรับหนังสือจากกลุ่มเกษตรกรถึงนายกรัฐมนตรี

น.ส.กานสินี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พร้อม นายอำเภอเมืองสุราษธานี เพื่อรับทราบปัญหาจากกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากมะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และเป็นพืชที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรจำนวนมาก

โดยมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 9,000 ไร่ มีผลผลิตรวมมากกว่า 10.8 ล้านตันต่อปี และมีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวมากกว่า 1,100 ราย ที่พึ่งพารายได้จากการทำสวนมะพร้าวเป็นหลัก อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมกะทิ และการแปรรูปมะพร้าวของปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาผลผลิตตกต่ำ โดยพ่อค้ารับซื้อในราคาเพียงผลละ 2.5-5 บาท

ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยสูงถึงถึงลูกละ 12 บาท จากภาระค่าแรงงาน ปุยเคมี และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรประสบภาวะขาดทุน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาทต่อปี ไม่สามารถมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และดูแลครอบครัว หลายครัวเรือนประสบปัญหาหนี้สิน ขาดสภาพคล่อง เริ่มละทิ้งสวนมะพร้าว เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตได้

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพอาชีพการปลูกมะพร้าว และได้รับเรื่องจาก นายจักษณ์ขจร ชนะทัพ กำนันตำบลคลองน้อย ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯรัฐมนตรี ให้เร่งแก้ปัญหาจำนวน 5 ข้อ

คือ 1. ยกระดับราคามะพร้าวให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต และเป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยกำหนดราคาเป้าหมายไม่ต่ำกว่าผลละ 15 บาท 2. กำหนดมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามะพร้าวอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ

3. ทบทวนมาตรการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ปลูกมะพร้าวภายในประเทศเป็นสำคัญ 4. สนับสนุนการรับซื้อผลผลิต การกระจารผลผลิด และการส่งเสริมการแปรรูปมะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งดูดชับผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด

และ 5. จัดให้มีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระหว่างที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาระยะยาว เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวเป็นกำลังสำคัญของภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ

จึงขอความกรุณาจากรัฐบาลได้โปรดเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีรายได้ที่เหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

น.ส.กานสินี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากปัญหาดังกล่าว เบื้องต้นได้สอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้อง ทราบว่า ทางพาณิชย์จังหวัด ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรายงานความเดือดร้อน และประสานงานกับ บริษัท นิลทองแท้ โคโคนัท จำกัด เพื่อให้เข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตในราคาที่เกษตรกรมีความพึงพอใจ ปัจจุบันราคารับซื้อในตลาดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 6-7 บาทต่อลูก

ซึ่งจะนำเรื่องหารือกับทางรัฐบาลพยายาม เพื่อดำเนินการหาวิธีพลักดันนโยบายราคาให้สูงขึ้น แต่ราคาเป้าหมายที่ 15 บาท ตามที่เกษตรกรเรียกร้อง ยังไม่สามารถประกาศเป็นราคาประกันอย่างเป็นทางการได้

เนื่องจากกลไกราคาปลายทางยังผูกติดอยู่กับราคารับซื้อของโรงงานแปรรูปกะทิและสภาวะการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งทางรัฐบาลได้สั่งชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศลงกว่าร้อยละ 60 และให้โรงงานหันมาซื้อผลผลิตในประเทศก่อน

นอกจากนี้ยังบังคับใช้ประกาศ กกร. ฉบับที่ 21 พ.ศ. 2568 คุมเข้มการขนย้ายมะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์นำเข้าเข้า-ออกในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้รวมถึงสุราษฎร์ธานีอย่างเด็ดขาด ซึ่งจากการตรวจสอบกับด่านศุลกากรบ้านดอนล่าสุด ยืนยันว่า ไม่มีการนำเข้าแต่อย่างใด

มาตรการล็อกโควตาและคุมเข้มการขนย้ายข้ามเขต เป็นไปเพื่อปกป้องเกษตรกรไทย ตามที่หนังสือร้องเรียนระบุไว้ทุกประการ, สนับสนุนการรับซื้อ การกระจายผลผลิต และดูดซับผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด, กรมการค้าภายในได้ดึงโรงงานกะทิรายใหญ่ ให้ช่วยเร่งดึงผลผลิตส่วนเกินและเพิ่มกำลังการแปรรูปรับซื้อเพิ่มอีก 2.5 ล้านผล ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเคลียร์สต๊อกคงค้าง

รวมถึงประสานให้ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เลื่อนแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักรออกไป เพื่อเปิดรับซื้อมะพร้าวเนื้อขาวจากเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง, รัฐบาลใช้มาตรการแทรกแซงด้วยการจับคู่โรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ ให้เข้ามาช่วยดูดซับ และกระจายผลผลิตส่วนเกินจำนวน 2.5 ล้านผลออกจากตลาดท้องถิ่นโดยตรง เพื่อบรรเทาภาวะผลผลิตล้นตลาด

จัดให้มีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะหน้าแก่เกษตรกรในระหว่างแก้ไขปัญหาระยะยาว, การดำเนินคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ได้อนุมัติ “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท โดยรัฐบาลช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่ง (จ่ายจริงเพียง 3% ต่อปี) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและบรรเทาหนี้สินเฉพาะหน้า

ส่วนระยะยาวได้วางแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรยกระดับสู่มาตรฐาน GAP เพื่อให้ขายเข้าโรงงานกะทิส่งออกได้ถาวร, สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งของ ธ.ก.ส. ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การอัดฉีดสภาพคล่องและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้เกษตรกรมีเงินทุนสู้ต่อในระหว่างที่รอการปรับโครงสร้างราคาระยะยาวต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน