กรมอุทยานฯ แจ้งความ บก.ปทส. พบขบวนการบุกรุกป่า อช.แหลมสน ระยอง 29 แปลง 643 ไร่ เร่งประสาน กรมที่ดินเพิกถอนที่ดิน ตรวจเข้มจนท.รัฐ มีเอี่ยว หลักฐานเชื่อมโยงถึงดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
13 ก.ค. 69 – ที่ บก.ปทส. พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดทส., นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.กองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า และ นายปฐมพงศ์ บุญเดช หัวหน้าชุดพญาเสือ
นำหลักฐานเข้าพบ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อแจ้งความกล่าวโทษดำเนินคดี และส่งมอบข้อมูลกรณีขบวนการ บุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน จ.ระนอง

นายอรรถพล ระบุว่า กรณีดังกล่าว ตรวจพบมีการบุกรุกอุทยานแห่งชาติแหลมสน 29 แปลง รวมพื้นที่กว่า 643 ไร่ เบื้องต้นจะแจ้งดำเนินคดี 3 แปลงแรกจำนวน 66 ไร่ แปลงโฉนดเลขที่ 915, 916 และ 917 แต่จะดำเนินคดีที่ดิน 3 แปลง ที่มีพยานหลักฐาน และผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังชัดเจนที่สุดมาดำเนินคดีก่อน
คือ น.ส.3 ก. 3 ฉบับ ออกเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2537 พบพฤติการณ์ความผิดปกติในลักษณะ “ที่ดินงอก” เกินกว่าหลักฐานเดิมอย่างมหาศาล คือ แปลงที่ 1 หลักฐานเดิม (ส.ค.1) มีเนื้อที่เพียง 6 ไร่ แต่เมื่อรังวัดใหม่กลับพุ่งสูงถึงกว่า 45 ไร่ และรุกล้ำเขตอุทยานฯประมาณ 15 ไร่
แปลงที่ 2 พบการรังวัดได้กว่า 57 ไร่ รุกล้ำเขตอุทยานฯ สูงถึงกว่า 45 ไร่ และแปลงที่ 3 หลักฐานเดิมระบุไว้เพียง 1 ไร่ แต่เมื่อรังวัดใหม่ตามการนำชี้กลับงอกเป็นกว่า 50 ไร่ และรุกล้ำเข้าเขตอุทยานฯ กว่า 4 ไร่ ซึ่งทุกแปลงอ้างมีการทำประโยชน์ทางการเกษตรเต็มพื้นที่
“แต่ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังก่อนปี 2537 ชี้ชัดว่า สภาพพื้นที่จริงยังคงเป็นป่าธรรมชาติ ชายฝั่ง และสันทราย โดยไม่มีร่องรอยการทำเกษตรกรรมตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางปลูกพืชผลนอกเขตเอกสารสิทธิ แต่อยู่ในเขตอุทยานฯ เพิ่มเติมอีกกว่า 12 ไร่ ส่งผลให้รวมเนื้อที่ป่าอุทยานฯ ที่ถูกรุกล้ำในเฟสแรกทั้งหมดมีจำนวนกว่า 78 ไร่
จากนี้เจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลไปขยายผลตรวจสอบที่ดินในข่ายต้องสงสัยที่เหลือที่ทับซ้อนในเขตอุทยานอีก 26 แปลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ ทั้ง ป.ป.ช. , ป.ป.ท. และ DSI รวมถึง เตรียมดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติต่อไป” อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.เอนก ระบุว่า ที่ผ่านมา บก.ปทส. และกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบมาแล้ว 2 – 3 ครั้ง โดยให้ผู้กำกับการ 5 บก.ปทส. ลงตรวจสอบในเขตอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ชุมชน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งหมด
จากการตรวจสอบพบหลักฐานเชิงประจักษ์พบพื้นที่ตามเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีสภาพเป็นป่ารกชัฏ (รก-ชัด) และภูเขาสูงชัน ไม่ใช่พื้นที่ราบที่สามารถใช้ทำการเกษตรได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ บก.ปทส. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้แล้ว
และวันนี้ (13 ก.ค.) จะดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ทั้ง 3 ฉบับ ส่วนชุดสืบสวนของ กก.3 บก.ปทส. ยังได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก จนพบข้อเท็จจริงที่นอกเหนือจากประเด็นเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของคดีและพยานหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้น
ยืนยันว่า บก.ปทส. จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ พร้อมขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายจะไม่ละเว้น แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ทั้งนี้ การดำเนินคดีจะควบคู่กันทั้งในส่วนของความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่า และความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยง ถึงบุคคลใดจะดำเนินการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
