แม่ร้อง”ปวีณา” ข้องใจโรงพยาบาล ลูกเสียชีวิตหลังคลอด สงสัยปมวางยาสลบ การส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลอีกแห่งที่ล่าช้า จนเด็กเสียชีวิต
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ก.ค.2569 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลองเจ็ด ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี แม่พ่อและยาย เดินทางมาร้องทุกข์ “ปวีณา หงสกุล” แจ้งว่า แม่ตั้งครรภ์ผ่าคลอดลูกคนแรกที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน กทม.
ระหว่างผ่าคลอดยาสลบหมดฤทธิ์ทำให้รู้สึกตัวแพทย์จึงหยุดผ่าตัดกลางคันแล้วหันมาให้ยาสลบแม่ซ้ำ หลังฟื้นขึ้นมาอีกทีลูกสาวที่คลอดออกมามีอาการวิกฤติต้องอยู่ใน ICU เด็ก 1 วัน ก่อนส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 และลูกเสียชีวิตลง
ในใบมรณบัตรระบุสาเหตุการตาย “ภาวะความดันเลือดในปอดสูง” เมื่อไปถามหาสาเหตุที่ รพ.เอกชนแห่งแรก เจ้าหน้าที่แจ้งว่า เด็กสำลักน้ำคล่ำเสียชีวิต แม่สงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูก จึงขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบให้ความกระจ่าง โดย นางปวีณา เตรียม ประสาน ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบ

น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี แม่ที่เพิ่งเสียลูกไป กล่าวว่า ตนเป็นชาวจ.พะเยา เดินทางเข้ามาทำงานรับเหมาก่อสร้างในกทม. ย่านเขตภาษีเจริญ ตนกับสามีอยู่กินกันมา 13 ปี มารู้ตัวอีกทีตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงได้ใช้สิทธิบัตรทองไปฝากครรภ์ที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกทม. และไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดทุกครั้ง อัลตราซาวน์ลูกในท้องเป็นผู้หญิงปกติแข็งแรงดี หมอนัดให้คลอดเองตามธรรมชาติในวันที่ 4 ก.ค.69
วันที่ 4 ก.ค.69 ไปหาหมอที่รพ. แต่ตนยังไม่มีอาการปวดท้อง หมอตรวจพบว่ามดลูกยังไม่เปิด อัลตราซาวน์ลูกในท้องปกติ จึงนัดไปรพ.อีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.69 เมื่อถึงวันนัดตนไปที่รพ. แต่ก็ยังไม่ปวดท้องคลอด และมดลูกยังไม่เปิด หมออัลตร้าซาวด์เด็กในท้องปกติแข็งแรงดี จึงนัดอีกครั้งในวันที่ 9 ก.ค.69 เพื่อจะทำการผ่าคลอด วันที่ 8 ก.ค.69 ตนจึงไปนอนที่รพ. เพื่อรอคลอด
วันที่ 9 ก.ค.69 เวลา 11:00 น. ตนเข้าห้องคลอดหมอจะทำการบล็อกหลังแต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากหาเส้นเลือดไม่เจอ เพราะตนเป็นคนตัวใหญ่มีน้ำหนักถึง 105 กิโลกรัม หมอจึงเปลี่ยนวิธีเป็นการให้ดมยาสลบ หลังจากที่ดมยาสลบตนก็หลับ
ระหว่างที่หมอกำลังผ่าคลอดจู่ๆ ตนรู้สึกตัวขึ้นมา หมอจึงหยุดผ่าคลอดและหันมาให้ยาสลบกับตนเพิ่ม หลังจากนั้นตนก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาอีกทีตอน 15.00 น. ตนอยากเห็นหน้าลูกจึงได้ให้สามีไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่า เด็กหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ รักษาตัวอยู่ห้อง ICU เด็ก
เวลา 18.00 น. เด็กมีอาการไม่ตอบสนอง จะต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 ในกทม. เวลา 00:00 น. ของวันที่ 10 ก.ค.69 แต่เมื่อถึงเวลายังไม่มีการส่งตัวลูกไป สามีตนจึงได้ไปถามพยาบาล พยาบาลเเจ้งว่า ตอนนี้ลูกมีอาการวิกฤตยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ จนถึงเวลา 03:00 น. จึงได้ส่งตัวลูกไปรักษาต่อที่รพ.แห่งที่ 2 ซึ่งหมอที่รพ.นั้นถามว่าทำไมถึงส่งตัวมาช้า
กระทั่งวันที่ 11 ก.ค.69 เวลา 00:00 น. หมอรพ.แห่งที่ 2 แจ้งว่าลูกได้เสียชีวิตเเล้ว เนื่องจากขาดออกซิเจน เเละปอดติดเชื้อรุนเเรง ส่วนในใบมรณบัตร ระบุสาเหตุการตาย “ภาวะความดันเลือดในปอดสูง” ตนหัวใจสลายที่ต้องสูญเสียลูกคนแรก อุตสาห์อุ้มท้องมาถึง 9 เดือน
ตนกับสามีและครอบครัวสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกน้อย ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่หมอรพ.เอกชนแห่งแรกหยุดผ่าทำคลอดแล้วหันมาเพิ่มยาสลบให้ตนที่รู้สึกตัวระหว่างคลอดหรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ (16 ก.ค.) ตนสามีได้ไปถามหาสาเหตุว่าลูกเสียเป็นอะไรถึงอาการวิกฤติ และทำไมถึงส่งตัวไปรพ.แห่งที่ 2 ช้า หมอเด็กบอกว่า ลูกสำลักน้ำคล่ำ ซึ่งแม่ตั้งข้อสงสัย
- จะเกี่ยวข้องกับที่ยาสลบหมดฤทธิ์กลางคันระหว่างผ่าตัด ทำแม่รู้สึกตัวจนหมอต้องหยุดทำคลอดกะทันหันเพื่ออัดยาสลบเพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อการขาดออกซิเจนของทารกในครรภ์หรือไม่?
- ขณะที่เด็กวิกฤตอยู่ในห้อง ICU ตั้งแต่เย็น แต่ทำไมรพ.เอกชนแห่งแรกถึงกักตัวไว้จนถึงตี 3 ไม่รีบส่งตัวไปรักษาต่อยังรพ.แห่งที่ 2 ให้เร็วกว่านี้่่
“ตนกับสามีเสียใจมากยังไม่ทันได้เห็นหน้าลูกเลย อยากทราบสาเหตุการเสียชีวิตของลูกที่แท้จริงจึงได้ไปเข้าเเจ้งความที่ สน.พญาไท เพื่อขอให้ตำรวจส่งศพชันสูตร และจะยังไม่เผาศพลูกจนกว่าจะทราบผลชันสูตรและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมไขความกระจ่างให้ด้วย”
หลังรับเรื่อง นางปวีณา ได้ประสาน ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผู้อำนวยการกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และในเวลา 13.00 น. วันนี้ นางปวีณา จะได้พาผู้เสียหายไปพบกับ ทพญ.นลินา และ นายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป
