พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ติดตามการปราบปรามขบวนการ นอมินีต่างชาติ ครอบครองที่ดินเกาะลันตา กระบี่ 22 แปลง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
วันที่ 24 ก.ค.2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ เกาะปอ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ติดตามการปราบปรามขบวนการ นอมินีต่างชาติ หลังตรวจพบเครือข่ายบริษัทในพื้นที่ อ.เกาะลันตา ผลการสืบสวนของตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ พบเครือข่ายคนต่างชาติ 1 รายมีพฤติการณ์จัดตั้งเครือข่ายบริษัทหลายแห่งเพื่อใช้เป็นเครื่องมืออำพรางการถือครองที่ดินในประเทศไทย โดยมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงอย่างชัดเจนว่าบริษัททั้งสามแห่ง เป็นนิติบุคคลที่บริหารและควบคุมโดยบุคคลเดียวกัน
จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมิได้ใช้วิธีถือหุ้นแทนแบบทั่วไป แต่มีการออกแบบโครงสร้างนิติบุคคลที่ซับซ้อนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ เริ่มจากการจัดตั้งบริษัทหลายแห่ง แล้วใช้บริษัทในเครือเข้าถือหุ้นไขว้กันเองเป็นวงกลม ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นตามทะเบียนดูเหมือนเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้ควบคุมกิจการ ผู้ลงทุน ผู้บริหาร และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เป็นคนต่างด้าวเพียงคนเดียว ในช่วงเริ่มต้น มีการใช้บุคคลสัญชาติไทยหลายรายเข้ามาถือหุ้นเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย ก่อนจะทยอยลดบทบาทผู้ถือหุ้นไทย และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นบริษัทในเครือเข้าถือหุ้นแทนทั้งหมด
การสืบสวนยังพบว่า บริษัททั้งสามแห่งใช้สำนักงานเดียวกัน สลับใช้ที่ตั้งเดียวกัน และย้ายสำนักงานพร้อมกันในวันเดียวกัน รวมทั้งมีกรรมการผู้มีอำนาจคนเดียวกัน มีการบริหารจัดการจากศูนย์กลางเดียวกัน และมีการซื้อขายหุ้นภายในเครือข่ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อนำข้อมูลผู้ถือหุ้นทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกับการถือหุ้นทางอ้อม พบว่า แม้ตามทะเบียนจะถือหุ้นโดยตรงไม่เกินร้อยละ 49 แต่เมื่อคำนวณการถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือแล้ว พบว่าต่างด้าวรายนี้มีอำนาจถือหุ้นและควบคุมกิจการในบริษัทแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแบ่งสัดส่วนหุ้นเป็นเพียงการอำพรางข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทในเครือมีการถือครองที่ดินจำนวนมาก ซึ่งถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในอ.เกาะลันตา รวม 22 แปลง เนื้อที่กว่า 126 ไร่ และมีการประกาศขายที่ดินผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะค้ากำไร ซึ่งเข้าลักษณะการประกอบธุรกิจค้าขายที่ดิน อันเป็นธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พร้อมกันนี้ ได้ตรวจสอบการถือครองที่ดินทั้งหมด 22 แปลง รวมพื้นที่ 126 ไร่ 1 งาน 29.7 ตารางวา ซึ่งมีมูลค่าตลาดจากการประกาศขายรวม กว่า 2,000 พันล้านบาท และรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายที่ดิน และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 การดำเนินการต่อไป หลังจากนี้ ตำรวจภูธรภาค 8 จะดำเนินการใน 4 แนวทางสำคัญ
ประการแรก ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ที่ให้ความช่วยเหลือหรือร่วมอำพรางการกระทำความผิด หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง ประการที่สอง ประสานผู้ว่าฯกระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน อันจะนำไปสู่การสั่งจำหน่ายที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบ หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็จะเข้าสู่กระบวนการบังคับจำหน่ายตามกฎหมาย
ประการที่สาม ขยายผลไปยังทรัพย์สิน บริษัท และบุคคลอื่นที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ ทั้งในจ.กระบี่ จ.ภูเก็ต และพื้นที่อื่นในเขตตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อป้องกันการย้ายทรัพย์สินหรือเปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิด และประการสุดท้าย จะบูรณาการข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายนอมินีรายอื่นที่มีลักษณะการกระทำผิดในรูปแบบเดียวกัน
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการนอมินีในปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบการกระทำผิดที่ซับซ้อน ใช้การจัดตั้งนิติบุคคลหลายชั้น ถือหุ้นไขว้กันเอง และอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่ออำพราง ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

