โคราชเฮ ! ขุดพบแนวซากกำแพงเมืองเพิ่มอีก จ่อบูรณะโบราณสถาน “ต่อยอดวิชาการ ผสานชุมชน”
วันที่ 31 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน การดำเนินโครงการขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก (พลล้านต้านปัญจา) ริมถนนพลล้าน เขตเทศบาลนครราชสีมา โดยความร่วมมือระหว่างสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และ ทน.นครราชสีมา รวมระยะเวลา 20 วัน ระหว่างวันที่ 20 ก.ค. – วันที่ 8 ส.ค.นี้
โดยนายสมเดช ลีลามโนธรรม ผู้อำนวยกลุ่มโบราณคดี สน.ศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา พร้อมนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ และเจ้าหน้าที่รวมทั้งคนงานปักหลักขุดตรวจทางโบราณคดีกันขะมักเขม้น หลังค้นพบครั้งสำคัญในรอบ 20 ปี กำแพงเมืองในหลุมขนาด 2.5-11.5 เมตร ล่าสุดได้ใช้รถขุดขนาดเล็กตักซากโถสุขภัณฑ์และขยะมูลฝอยรวมทั้งเสาเข็มออกจากหน้าดินเดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักบุคลากรสังกัดกรมควบคุมมลพิษ เพื่อขยายหลุมไปทางด้านทิศเหนือ ขนาด 7-11 เมตร เป็นวิธีการหาแนวกำแพงเมืองเพิ่มเติม
โดยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและเยาวชนที่สนใจร่วมเป็นอาสาสมัครโบราณคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดตกแต่งหลุมอย่างระมัดระวัง ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อวัตถุโบราณ ตลอดทั้งวันมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการข้างหลุมขุดค้นและการดำเนินงานขุดตรวจทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้แวะซื้ออาหาร น้ำดื่มรวมทั้งขนมมาให้เจ้าหน้าที่ด้วย
นายสมเดช เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่มีการก่อสร้างบ้านพักลักษณะขุดฝังวัสดุก่อสร้าง เสาเข็มและโครงสร้างอื่นๆ รบกวนตัวหลักฐานของกำแพงเดิมไปส่วนหนึ่ง ขณะนี้เราพยายามขุดหาหลักฐานของแนวกำแพงเมืองที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ให้ได้มากที่สุด ขั้นตอนต่อไปทำการบูรณะตัวโบราณสถานกำแพงเมืองที่มีรูปแบบเหมือนกับที่เคยพบในที่อื่นๆ โดยเป็นแนวคู่ขนานไปตามคูเมืองรอบตัวเมืองเก่าโคราช
ไทม์ไลน์การอนุรักษ์กำแพงเมืองหรือประตูเมืองนครราชสีมา
พ.ศ. 2542 ขุดแต่งโบราณสถานกำแพงเมืองและป้อมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
พ.ศ. 2543 ขุดแต่งโบราณสถานกำแพงเมืองและป้อมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ
(เพิ่มเติม) พร้อมบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์โบราณสถาน
พ.ศ. 2549 ขุดแต่งโบราณสถานกำแพงเมืองนครราชสีมา ทางด้านตะวันตก
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ระบุว่า “กำแพงป้อมมีลักษณะเป็นรูปลี่เหลี่ยมผืนผ้าวัดด้านตะวันออกและตะวันตก วัดได้ประมาณ 1,000 เมตร ด้านเหนือและใต้วัดได้ 1,600-1,650 เมตร รวมทั้งสี่ด้านประมาณ 5,200 เมตร กำแพงป้อมก่อด้วยอิฐสูงประมาณ 4 เมตร หนา 2.6 เมตร มีม้านั่ง เนินหรือกำแพงสำหรับค้ำถ่อมีทางเดินรอบๆด้านในและคูเมืองรอบนอก กำแพงป้อมมีเสมารูปแบบเสมาศักดิ์สิทธิ์ของวัด ความกว้าง 1 ศอก ช่องว่างระหว่างเสมาแต่ละอันกว้าง 1 ศอก มุมทั้งสี่ของกำแพงมีป้อมรูปกลม ซึ่งกำแพงของแต่ละด้านมีป้อม 2 ทางทิศตะวันออก 3 ทางทิศใต้ 3 ทางทิศตะวันตก และ 4 ทางทิศเหนือ รวมทั้งหมดมี 15 ป้อมและเสมาประมาณ 5,300 ใบ ส่วนคูเมืองกว้าง 10 เมตร ”
ทั้งนี้จากการดำเนินงานทางโบราณคดี เมื่อ 2542 ทำให้ทราบวิธีการและรูปแบบก่อสร้างกำแพง เริ่มจากการเตรียมฐานรากขุดหลุมถมอัดดินให้มีความแน่นเป็นขั้นหนาประมาณ 60 เซนติเมตร ก่อนที่จะก่ออิฐเป็นตัวกำแพงขึ้นมาและถมดินส่วนฐานของกำแพง สำหรับอิฐใช้ขนาดประมาณ 30 x 15 x 7 เซนติเมตร หรือ 25 x 13 x 5เซนติเมตร ใช้ดินเป็นตัวกั้นระหว่างก้อนอิฐแต่ละก้อน การเรียงอิฐใช้ด้านยาวสลับกับด้านกว้างอย่างละ 2 ก้อน ก่ออิฐให้ด้านกว้าง 2 ก้อน ต่อกับด้านยาวของอิฐที่เรียงไว้ 2 ก้อนและด้านกว้างของอิฐ 2 ก้อน ต่อกับด้านยาวของอิฐก้อนอื่น ๆ ต่อเนื่องกันไป
จากการทำงาน 11 วัน เจอแนวกำแพงเมืองสมัยอยุธยา ซึ่งต้องเก็บตัวอย่างดินที่อยู่ใต้อิฐก้อนสุดท้ายไปกำหนดอายุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการกำแพงเมืองนี้สร้างขึ้นในสมัยใด เพราะหลักฐานที่บอกว่าสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ไม่มีปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร หากได้ผลการกำหนดอายุสมัย จะช่วยคลี่คลายการเข้ามาใช้พื้นที่สมัยอยุธยาในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี แต่จากการขุดตัวทางโบราณคดี ยังพบร่องรอยของชั้นวัฒนธรรมที่เก่ากว่า อาทิ ชั้นวัฒนธรรมขอมโบราณและวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายสมัยเหล็ก จากการทำงานเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พบร่องรอยของมนุษย์ในบริเวณนี้จนถึงสมัยสำริด ช่วงอายุ 2,544-2,194 ปี ผ่านโครงกระดูกมนุษย์และของอุทิศตลอด
โดยยกระดับให้หลุมขุดค้นเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชน ซึ่งการตรวจสอบชั้นดิน “โนนพลล้าน” ได้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเป็นฐานข้อมูลทางวิชาการสำหรับกรมศิลปากรและ ทน.นครราชสีมา ได้พัฒนาต่อยอดในด้านต่างๆ ด้วยการเปิดหลุมขุดตรวจให้เป็นแหล่งเรียนรู้ การปฏิบัติทางโบราณคดีและฝึกทดลองเป็นนักโบราณคดี เพื่อสร้างความตระหนัก รักและหวงแหนหลักฐานทางโบราณคดีในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ภายใต้แนวคิด “ต่อยอดวิชาการ ผสานชุมชน”



