ผกก. สั่งย้าย 4 ตำรวจสายตรวจ ตบวัยรุ่นเลือดกำเดาไหล ริมบึงหนองโคตร พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
กรณีโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น เผยแพร่ภารการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสายตรวจ สภ.บ้านเป็ด จ.ขอนแก่น หลังปรากฏภาพตำรวจนายหนึ่งใช้ฝ่ามือตบหน้าวัยรุ่นชาย ขณะนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของตนเองอยู่ เหตุเกิดที่บริเวณริมบึงหนองโคตร ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โดยต้นสังกัดยืนยันในภายหลังว่า ชายในคลิปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.บ้านเป็ดจริง ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 3 ส.ค.2569 พ.ต.อ.ภาคภูมิ เดชะเรืองศิลป์ ผกก.สภ.บ้านเป็ด กล่าวว่า ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ดแล้ว พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์และสอบปากคำเบื้องต้นไว้ ซึ่งเบื้องต้นผู้เสียหายยังไม่สามารถระบุได้ว่า ตำรวจที่เข้ามาทำร้ายเป็นใครหรือสังกัดหน่วยงานใด ทราบเพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวนจึงส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจพิสูจน์บาดแผลที่โรงพยาบาล และเมื่อผู้เสียหายมีความพร้อม จะนัดเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง

“วันนี้ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมี พ.ต.ท.ชนธรรม นิลทมร รอง ผกก.(สส.) สภ.บ้านเป็ด เป็นประธานคณะกรรมการ กำหนดระยะเวลาสรุปสำนวนการตรวจสอบไม่เกิน 15 วัน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในคืนเกิดเหตุได้ถูกเรียกมาพูดคุย พร้อมให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สายตรวจเป็นการชั่วคราว และมอบหมายให้ช่วยงานด้านอื่นภายในโรงพักไปก่อน จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียหายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่อยู่บริเวณจุดเกิดเหตุมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าอยู่มานานเพียงใด รวมถึงยังต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า กลุ่มดังกล่าวมีการส่งเสียงดังหรือไม่ เนื่องจากในคืนเกิดเหตุมีชาวบ้านบริเวณรอบบึงหนองโคตรโทรศัพท์แจ้งตำรวจว่า มีกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวดื่มสุราอยู่รอบบึง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบทุกกลุ่มที่อยู่บริเวณดังกล่าว”
พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า สำหรับการเยียวยาผู้เสียหาย ได้ให้ทางหัวหน้างานป้องกันปราบปรามเข้าไปพูดคุยและขอรายละเอียดเพิ่มเติมแล้ว โดยจะนัดหมายพูดคุยกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ และหลังเกิดเหตุได้กำชับมาตรการป้องกันและแนวทางปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยต่อไปการเข้าตรวจสอบทุกครั้ง เจ้าหน้าที่จะต้องติดกล้องประจำตัว พร้อมกำชับเรื่องการใช้ยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่
หากมีการจับกุมจะต้องบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการแจ้งให้ผู้ถูกตรวจค้นทราบว่ากำลังมีการบันทึกภาพ ในกรณีที่ยังไม่พบการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะขอความร่วมมือให้กลุ่มบุคคลออกจากจุดที่มีประชาชนร้องเรียนในช่วงเวลากลางคืน แต่หากพบการกระทำผิด
เช่น การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเทศบาลประกาศให้เป็นสวนสาธารณะ และเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากตรวจสอบรถจักรยานยนต์ที่นำมาใช้แล้วพบว่าผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบในเรื่องใด ก็จะตรวจยึดและดำเนินคดีต่อไป
ด้าน นายมานิต โทแสง ผู้บริหารวงหมอลำอีสานนครศิลป์ และเจ้าของธุรกิจหลากหลายในจังหวัด หรือ บอสโน๊ต ไลฟ์สดลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พูดถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด ตบเด็กพนักงานร้านจนเลือดกำเดาไหล โดยตบสองครั้ง และให้เหตุผลส่วนตัวในคลิปวิจารณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า คุณเป็นถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ควรไปตบเด็กจนเลือดกำเดาไหลขนาดนี้ก็ได้
พนักงานที่บาดเจ็บไม่ได้ไปมั่วสุมในคืนดังกล่าว เพราะเพิ่งเลิกงานจากร้านเดินทางไปหาเพื่อน และไปถึงไม่นานก็เกิดเหตุขึ้น และเท่าที่สอบถามเหตุการน้องพนักงานที่บาดเจ็บบอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมาไล่ให้กลับบ้านเพราะดึกแล้ว ซึ่งทุกคนก็ขานรับและจะแยกย้ายกัน และน้องที่บาดเจ็บก็บอกว่าผมกำลังจะกลับครับผมเพิ่งมาถึง
แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับพูดเสียงแข็งกลับมาว่ามึงกวนตีนกูหรอ ก่อนจะตบหนึ่งครั้งตามคลิปที่ปรากฏ ทำให้น้องที่บาดเจ็บมองตำรวจด้วยความมึนงง และก็ถูกตบอีกหนึ่งครั้งจนมีเลือดกำเดาไหลออกมาแต่จังหวะที่สองนั้นคลิปถูกตัดไปก่อน พร้อมทั้งฝากเอฟซีและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ช่วยกันแชร์เรื่องราวดังกล่าวนี้ออกไปถึงผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดให้ดำเนินดำเนินการอย่างจริงจัง
ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุซึ่งพบว่าเป็นสวนสาธารณะที่ทางเทศบาลเมืองบ้านเป็ดเป็นผู้ดูแล มีการติดป้ายข้อห้ามร่วมกับทาง สภ.บ้านเป็ด ระบุว่า ห้าม ดื่มแอลกอฮอล์-ขับขี่รถเสียงดัง-นั่งมั่วสุม-เสพสารเสพติด ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยสภาพโดยรอบบริเวณนี้พบมีร่องรอยการตั้งวงสังสรรค์ดื่มสุราและเศษอาหารตกอยู่ตามพื้น
จากการพูดคุยกับชาวบ้านบางส่วนบอกว่า จุดดังกล่าวนั้นจะมีกลุ่มวัยรุ่นมามั่วสุมกันเป็นประจำ ตำรวจก็มาปราบปรามจับกุมอยู่ตลอดแต่ก็ไม่หมดไป แต่กรณีตำรวจทำร้ายกลุ่มวัยรุ่นนั้น ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน
