หนุ่มร้องปวีณา รพ.ที่แม่ฮ่องสอน ผ่าคลอด ลูกรอด เมียเสียชีวิต หมอรับพลาดโดนเส้นเลือดใหญ่ จ่ายค่าทำศพให้แค่ 30,000 บาท ก่อนเรื่องเงียบ ทำเด็กต้องกำพร้า ด้าน ปวีณา จี้ สธ.แจงให้ชัดอีก 2 เคส วางยาสลบผ่าคลอดลูกเสียชีวิต-กินโต๊ะจีนในห้องไอซียูทารก
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 ส.ค. 2569 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลองเจ็ด ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นายหนึ่ง (นามสมมติ) อายุ 34 ปี พ่อม่ายที่มีลูกอ่อนอายุ 23 วัน เนื่องจากภรรยาเสียชีวิตหลังผ่าตัดคลอดลูก เดินทางมาพร้อมกับพ่อ จาก จ.แม่ฮ่องสอน เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ
โดยแจ้งว่า ภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ มีกำหนดคลอดในวันที่ 17 ก.ค. 69 แต่ จู่ๆ วันที่ 9 ก.ค. ภรรยามีภาวะเลือดซึมออกมาทางช่องคลอด จึงรีบส่ง รพ.แห่งที่ 1 ใน จ.แม่อ่องสอน แต่ไม่สามารถคลอดเองได้เพราะมดลูกต่ำ รพ.ที่ 1 จึงส่งต่อไปรพ.รัฐแห่งที่ 2 ใน จ.แม่ฮ่องสอน วันที่ 10 ก.ค.69 แพทย์ได้ผ่าคลอดลูกปลอดภัย แต่แม่โคม่าต้องรีบนำเข้าไอซียู
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า แพทย์ที่ผ่าตัดบอกว่า “ผ่าตัดไปโดนกระเพาะปัสสาวะและมดลูกฉีกขาด” เสียเลือดไปประมาณ 2 ลิตร ก่อนจะส่งตัวไปรักษายัง รพ.รัฐ แห่งที่ 3 แพทย์ทำการผ่าตัดเปิดแผลเย็บห้ามเลือดตรงบริเวณเลือดออกและตัดมดลูก และต้องให้เลือดวันละ 2 ลิตรทุกวันตั้งแต่หลังผ่าคลอด เพราะเลือดออกตลอดเวลา
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า จากนั้นส่งต่อไป รพ.แห่งที่ 4 เพื่อผ่าตัดห้ามเลือดโดยการใส่บอลลูนเข้าไปอุดบริเวณจุดที่เลือดออก แต่ก็ไม่สามารถห้ามเลือดให้หยุดไหลได้ รวมผ่าตัด 4 ครั้ง กระทั่งภรรยาเสียชีวิตในวันที่ 19 ก.ค.69 ในใบมรณบัตรระบุ สาเหตุการตาย “เสียเลือดจากภาวะตกเลือดหลังคลอด”
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุ รอง ผอ.รพ.รัฐแห่งที่ 2 ยอมรับเกิดความผิดพลาดขณะผ่าตัด แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการช่วยเหลือเยียวยา จึงมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อให้ รพ.รับผิดชอบเยียวยาครอบครัวที่ต้องสูญเสียด้วย
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า ภรรยาอายุ 35 ปี ตั้งครรภ์บุตรคนที่ 3 เข้าฝากครรภ์ที่ รพ.แห่งที่ 1 ใน จ.แม่ฮ่องสอน โดยใช้สิทธิบัตรทอง ตั้งแต่ฝากครรภ์ช่วง 4-5 เดือน แพทย์แจ้งว่า ลูก 2 คนแรก คลอดเองตามธรรมชาติ คนที่ 3 นี้อาจจะคลอดเองไม่ได้เพราะมดลูกต่ำ โดยมีกำหนดคลอดวันที่ 17 ก.ค. 69
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า แต่วันที่ 9 ก.ค. ช่วงเย็น จู่ๆ ภรรยาเกิดมีเลือดซึมออกจากช่องคลอด ตนจึงรีบพาไปที่ รพ.แห่งที่ 1 แพทย์บอกว่าน่าจะตกเลือด จึงได้อัลตร้าซาวด์และบอกว่าคนไข้คลอดเองไม่ได้ ต้องผ่าคลอด จึงส่งตัวไป รพ.แห่งที่ 2 ใน จ.แม่ฮ่องสอน
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า คืนวันที่ 9 ก.ค. ภรรยาถูกส่งตัวไปรพ.แห่งที่ 2 ใน จ.แม่ฮ่องสอน ยังพูดคุยได้ปกติและเข้าอยู่ในห้องรอคลอด มีการฉีดยาเร่งคลอด แต่ก็คลอดเองไม่ได้ วันที่ 10 ก.ค. เวลาประมาณ 16.00-19.00 น. แพทย์ รพ.แห่งที่ 2 ได้ทำการผ่าคลอดลูก (ผ่าตัดครั้งที่1) ออกมาเป็นผู้ชาย น้ำหนักแรกเกิด 3.5 กิโลกรัม ทารกปลอดภัยแข็งแรงดี
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า ส่วนภรรยาของตนเกิดภาวะตกเลือดเสียเลือดมากออกจากห้องคลอดต้องรีบนำตัวเข้าห้องไอซียู แพทย์บอกเสียเลือดประมาณ 2 ลิตร สภาพภรรยาต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องให้เลือดตลอดเวลา
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า แพทย์หญิงที่ผ่าคลอดบอกกับตนว่า “ผ่าตัดไปโดนกระเพาะปัสสาวะและมดลูกฉีกขาด แต่ไม่มาก และได้ทำการเย็บแล้ว” ซึ่งตนเห็นสภาพภรรยาต้องใส่ท่อช่วยหายใจทางปาก สามารถรับรู้ แต่พูดไม่ได้ และต้องให้เลือดตลอดเวลา
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า ช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ค. แพทย์หญิง รพ.แห่งที่ 2 ใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่ผ่าตัด ได้คุยกับตนและพ่อของตนว่า “จะขอผ่าตัดภรรยาอีกครั้งเพื่อแก้ไขจุดที่เลือดไหลไม่หยุด ซึ่งอาจจะต้องผ่าตัดมดลูกออก” แต่ตนไม่ไว้ใจแล้ว จึงขอย้ายภรรยาไปรักษาที่รพ.แห่งที่ 3 ใน จ.เชียงใหม่
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า วันที่ 11 ก.ค. เวลาประมาณ 09.50 น. ภรรยาถูกส่งตัวไป รพ.แห่งที่ 3 ใน จ.เชียงใหม่ ถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันที เพราะมีเลือดออกในช่องท้องมากจนท้องใหญ่ แพทย์รพ.แห่งที่ 3 ที่รับตัวบอกกับตนว่า จะต้องทำการเปิดแผลและแก้ไขบริเวณที่เลือดออก และอาจจะต้องตัดมดลูกออก ตนจึงเซ็นยินยอมให้ผ่าตัด (ครั้งที่ 2)
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า แพทย์ รพ.แห่งที่ 3 บอกว่า ได้ทำการผ่าตัดเอามดลูกออกแล้ว และใช้ผ้าก๊อซไปอุดบริเวณที่เลือดออก ต้องรอดูอาการว่าเลือดจะหยุดไหลหรือไม่
“แพทย์บอกสาเหตุที่เลือดออกมาก คือ 1.ก่อนหน้านี้ทำแผลผ่าตัดไม่ละเอียด 2.ผ่าตัดไปโดนเส้นเลือดใหญ่ 3.ผ่าตัดไปถูกเส้นเลือดฝอย ทำให้ภรรยาต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูและต้องให้เลือดตลอดเวลา ขณะเดียวกันต้องฟอกไตด้วย เพราะไตเริ่มไม่ทำงาน และ 4.รพ.แห่งที่ 2 ผ่าตัดไปโดนกระเพาะปัสสาวะและมีเลือดไหล”
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า วันที่ 13 ก.ค. แพทย์ รพ.แห่งที่ 3 ใน จ.เชียงใหม่ ผ่าตัด (ครั้งที่ 3) เปลี่ยนผ้าก๊อซในท้องพบว่ายังมีเลือดไหลอยู่ กลางดึกวันที่ 13 ก.ค. รพ.แห่งที่ 3 ใน จ.เชียงใหม่ โทรแจ้งว่าต้องส่งภรรยาไปรพ.แห่งที่ 4 ใน จ.เชียงใหม่ ด่วน เพราะไม่มีเครื่องฉีดสีตรวจหาจุดที่เลือดออก คืนนั้น รพ.แห่งที่ 4 ใน จ.เชียงใหม่ รับตัวภรรยาและทำการฉีดสีเพื่อหาจุดที่เลือดออก พร้อมนำเข้าห้องไอซียู ใช้เวลา 1 วัน 1 คืน เพื่อรอผล
นายหนึ่ง กล่าวต่อว่า วันที่ 16 ก.ค. แพทย์ รพ.แห่งที่ 4 ใน จ.เชียงใหม่ แจ้งผลหลังฉีดสีว่า ในท้องยังมีเลือดออกหลายจุดซึ่งไม่สามารถแก้ไขหรืออุดได้แล้ว เพราะเป็นเส้นเลือดฝอยที่ฉีกขาดจำนวนมาก จะต้องเปลี่ยนวิธีการรักษา โดยผ่าตัด (ครั้งที่ 4) เอาบอลลูนเข้าไปกดอุดบริเวณที่มีเลือดออก ถ้าหายก็จะนำบอลลูนออกทางช่องคลอด หลังผ่าตัดอาการมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นายหนึ่ง กล่าวอีกว่า วันที่ 18 ก.ค. แพทย์แจ้งว่า ภรรยาอาการทรุดลงจากการเสียเลือดมาก เพราะไตไม่ทำงานเลยทำให้เลือดจาง เกร็ดเลือดต่ำความเข้มข้นของเลือดไม่มี เลือดจึงซึมออกมาตลอด แพทย์เรียกญาติไปคุยให้ทำใจ อาการคนไข้ไม่ไหวแล้ว กระทั่งวันที่ 19 ก.ค. แพทย์แจ้งว่า คนไข้ระบบหายใจ ความดันตกลงเรื่อยๆ ปอดไม่ขยายตัว และเสียชีวิตในเวลา 12.29 น.
ด้านพ่อของนายหนึ่ง ร่ำไห้กล่าวว่า วันที่ 19 ก.ค หลังลูกสะใภ้เสียชีวิต ตนได้แจ้งไปยัง รพ.แห่งที่ 2 ใน จ.แม่ฮ่องสอน ทาง รพ. ได้โอนเงินช่วยเหลือเป็นค่าปลงศพมาให้ จำนวน 30,000 บาท จากนั้นได้นัดวันที่ 21 ก.ค. ให้ครอบครัวไปประชุมกับ รอง ผอ.รพ.แห่งที่ 2 ใน จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยผู้บริหารรพ. แต่แพทย์หญิงที่ผ่าตัดไม่ได้มาประชุมด้วย
พ่อของนายหนึ่ง กล่าวต่อว่า ทาง รอง ผอ.รพ.แห่งที่ 2 ยอมรับว่า แพทย์หญิงที่ผ่าตัดคลอดลูกอาจจะเกิดการผิดพลาด และให้เขียนเรื่องเพื่อขอรับการเยียวยา หลังจากนั้นทางครอบครัวก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากทางรพ.แห่งที่ 2 อีกเลย
พ่อของนายหนึ่ง กล่าวอีกว่า ขณะที่ครอบครัวต้องไปกู้หนี้มาเพื่อจัดงานศพ และห่วงว่าหลานต้องกำพร้าแม่จะอยู่อย่างไร จึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์จากมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมและไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก
ด้านนางปวีณา ได้ประสาน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ตรวจสอบการรักษาของรพ.รัฐแห่งที่ 2 ในจ.แม่ฮ่องสอน เพื่อให้ความเป็นธรรมให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวผู้เสียหาย โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามให้การช่วยเหลือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์ทศพล ดิษฐ์ศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน
นอกจากนี้ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า ขอให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ช่วยติดตามอีก 2 เคส ดังนี้
1.เคส รพ.เอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. ที่วางยาสลบแม่ผ่าคลอดลูก แล้วรู้สึกตัวขึ้นมากลางคัน ต่อมาลูกเสียชีวิต วันที่ 17 ก.ค.69 มูลนิธิปวีณาฯ พาแม่ไปยื่นเรื่องร้องเรียนไว้กับนายสาโรจน์ ยอดประดิษฐ์ ผอ.กองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ทพญ.นลินา ตันติริรามัย ผอ.กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อตั้งขอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสาเหตุของทารกที่เสียชีวิต ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้า
2.เคส รพ.อ่างทอง พ่อแม่ผู้เสียหายยังรอผลลูกวัย 5 วันเสียชีวิต วันที่ 21 ก.ค.69 ซึ่งวันที่ 20 ก.ค.69 มีการจัดโต๊ะจีนในห้องไอซียูเด็ก โดยต้องการ ดังนี้ 1.หนังสือยืนยันข้อเท็จจริงในการรักษาเป็นลายลักษณ์อักษร และรอผลการชันสูตรศพทารกจากสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ 2.พ่อแม่ต้องการทราบผลการตั้งกรรมการสอบใครเป็นคนสั่งการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนในไอซียูทารก และทางกระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการแก้ไขอย่างไร
