กทม. ผนึก จิสด้า ใช้เทคโนโลยีอวกาศ-ภูมิสารสนเทศ เพิ่มประสิทธิภาพจัดการภัยพิบัติ ถล่มเมืองหลวง ผู้ว่าฯชัชชาติ ตั้งเป้ารับมือ แผ่นดินไหว-ฝุ่นPM2.5-น้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย คนเมืองกรุง
11 ส.ค. ที่ศาลาว่าการ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วย นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เป็นสักขีพยาน ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)
ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนางานวิจัยและการบริการด้านภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเชิงพื้นที่ในเขตเมือง
โดย นางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม และ นางสาวกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ลงนาม โดยมีนายพรพรหม น.ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯกทม. นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร GISTDA และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม. ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการพัฒนางานวิจัย และการบริการด้านภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเชิงพื้นที่ในเขตเมือง
โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม คลื่นความร้อน และผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง กทม. และ GISTDA จะร่วมกันนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และข้อมูลเซ็นเซอร์จาก GISTDA มาเชื่อมโยงกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และข้อมูลเชิงพื้นที่ของ กทม.
เพื่อพัฒนาระบบข้อมูล แผนที่ และเครื่องมือวิเคราะห์เชิงพื้นที่ในระดับเขตและชุมชน ช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
โดยมีกรอบความร่วมมือ 4 ข้อ ได้แก่ 1. บูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยี เชื่อมโยงภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลเชิงพื้นที่ และระบบเซ็นเซอร์ 2. พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ระดับพื้นที่ สร้างระบบแผนที่และเครื่องมือวิเคราะห์เชิงพื้นที่ในระดับเขตและชุมชน
3. ยกระดับศักยภาพบุคลากร จัดฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และ 4. ต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม ร่วมสร้างสรรค์งานวิจัยและเผยแพร่ผลการดำเนินงาน
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า หัวใจของการแก้ปัญหาเมือง คือการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กทม. ไม่มีความรู้เรื่องนี้ GISTDA ได้เป็นผู้ช่วยในเรื่องนี้ ซึ่งได้มีการใช้งานมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่น ในอนาคตจะมีในหลายมิติทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม น้ำท่วม ฝนตก สภาพภูมิศาสตร์ รวมถึงเรื่องความร้อน
ซึ่งขณะนี้มีผลกระทบในหลายภูมิภาคทั่วโลกแล้ว สามารถนำข้อมูลตรงนี้มาใช้ได้ และทำให้ กทม. เป็น Smarty City ที่แท้จริง ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากขึ้น
สำหรับเรื่องของ แผ่นดินไหว ถ้าสามารถติดสัญญาณเตือนตามแนวพรหมแดนได้ก็อาจจะทำให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้ประมาณ 2 นาที ในส่วนของ GISTDA เชื่อว่า สามารถดูในเรื่องของภัยพิบัติได้หลากหลาย
การนำเทคโนโลยีมาช่วยจะทำให้เตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารประมาณ 16,000 อาคาร ที่ต้องมีการตรวจสอบโครงสร้างของอาคาร ซึ่งจะเร่งรัดให้ผู้ตรวจสอบอาคารอิสระเข้าตรวจสอบอาคารและให้มีการรายงานผลทุกปี รวมถึงมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ในอาคารต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น โรงพยาบาล หรืออาคารที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น เพื่อให้ทราบว่าจำเป็นต้องอพยพคนไหม หรืออาคารสามารถใช้งานต่อไหม
ด้านนางสาวกานดาศรี กล่าวว่า ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนข้อมูลในเรื่องพื้นที่สีเขียว จุดความร้อน การวางแผนน้ำท่วม เชื่อว่าการทำงานร่วมกันและนำเทคโนโลยีมาใช้จะทำให้นโยบายขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น