รัฐกรณ์ ชี้วิกฤต อาจารย์ มหา’ลัย ล้นตลาด ‘มรภ.’ ชะลอบรรจุ แทน เกษียณฯ โอด เด็กเมิน วิทย์-ฮิตสายสังคม เลี่ยงไม่ได้ ต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอด โจทย์ใหญ่ สถาบันอุดมศึกษาไทย

12 ส.ค. 69 – นายรัฐกรณ์ คิดการ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและกฎหมาย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้ มหาวิทยาลัย กำลังประสบปัญหาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

สวนทางกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ของสถาบันอุดมศึกษาไทย อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทุกมหาวิทยาลัย จึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยมหาวิทยาลัยมีรายได้หลักมาจาก ค่าเทอมนักศึกษาภาคปกติ

ในอดีตมีที่นั่งเรียน ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ปัจจุบัน ที่นั่งในมหาวิทยาลัย กลับเหลือเฟือในบางสาขา ขณะที่ ปริมาณเด็กและงบประมาณจากภาครัฐ กลับลดลงจน มหาวิทยาลัย ต้องหารายได้เองเพิ่มขึ้น

แต่ปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ภาวะสวนทางของสาขาวิชา ซึ่งสาขาที่ประเทศต้องการคือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ กลับมี ผู้เรียนลดลง สวนทางกับบางสาขาด้านสังคม กลับได้รับความนิยมสูงขึ้น เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การกีฬา

“นอกจากนี้ ยังรวมถึงสาขาครุศาสตร์ แม้ตลาดแรงงาน จะประสบปัญหา ครูเกินความต้องการ แต่ผู้เรียน ยังคงเข้ามาสมัครเรียนอย่างไม่ขาดสาย ค่านิยมการเรียนครู โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ เป็นผลมาจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

คนที่ทำงาน เอกชน รายได้สูง กลับต้องตกงาน แต่งาน ราชการอย่างครู กลับมั่นคง มีสวัสดิการดูแลไปถึงพ่อแม่ ค่านิยมนี้ จึงถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น แม้ทุกคนจะรู้ว่า โอกาสสอบบรรจุครู ในปัจจุบันจะลดน้อยลง เนื่องจากมีการยุบและควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” นายรัฐกรณ์ กล่าว

นายรัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ มีการบูรณาการกันหลายหลักสูตร รวมถึงการตั้ง “สำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Office NRRU)” เพื่อรองรับคนทุกช่วงวัย

โดยเฉพาะวัยทำงานและวัยสูงอายุ และย่อยหลักสูตร ซอยรายวิชาให้สั้นลง เรียนแล้วนำไปใช้ทำงานได้ทันที พร้อมระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ให้ผู้เรียนสะสมเพื่อขอรับปริญญาในอนาคตได้

รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียน ผลสำรวจพบว่า เด็กมัธยม ยังต้องการเรียนแบบ On-site ในขณะที่กลุ่มคนทำงาน และศิษย์เก่า ปฏิเสธการเข้าห้องเรียน และเลือกเรียนแบบ Online หรือ Hybrid ซึ่งทางมหาวิทยาลัย ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย และตามความต้องการของผู้เรียน

“อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่คือ ภาวะอาจารย์เกินอัตราส่วนผู้เรียน เป็นผลผลิตมาจากการรับอาจารย์จำนวนมากในช่วงปี 2550 ที่ยังมี ผู้เรียนในมหาวิทยาลัยจำนวนมาก เมื่อเด็กลดลง อาจารย์ไม่สามารถเกลี่ยข้ามสาขา หรือให้ออกจากงานได้

ทางออกจึงต้องใช้ การบริหารเชิงโครงสร้าง โดยชะลอการทดแทน เมื่อมีผู้เกษียณ จะไม่รับเพิ่มในสาขาที่ผู้เรียนน้อย รวมถึงในส่วนของอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรในระดับปริญญาตรี ต้องมีอย่างน้อย 5 คน และในส่วนของบัณฑิตศึกษา อย่างน้อย 3 คน สิ่งนี้เป็นเกณฑ์บังคับ

แต่บางหลักสูตร ที่ไม่สามารถหาอาจารย์ได้ จะใช้วิธีการจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว หรือจ้างรายชั่วโมงในสาขาที่ขาดแคลนแทน หรือการพึ่งพาภาคเอกชน อาศัยเกณฑ์ใหม่ของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปี 2565 ที่สามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้

เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้มีการจับมือกับ อู่เชิดชัย ในหลักสูตรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นำนักศึกษาไปเรียน และฝึกงานในสถานที่จริง และได้นำบุคลากรของเอกชนมาสอนให้กับนักศึกษาอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางรอดของ มหาวิทยาลัยไทย ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การแย่งชิงเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อีกต่อไป แต่คือการเปลี่ยนผ่านสถาบันไปสู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการผนึกกำลังกับภาคเอกชน เพื่อสร้างกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง” นายรัฐกรณ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน