หน้าแรก
อาชญากรรม ทุกทิศทั่วไทย
ประเด็นร้อน วิเคราะห์การเมือง
เกาะติดกระแสหุ้นและการเงิน อสังหาฯ
รอบโลก นิวส์มอนิเตอร์ ข่าวในพระราชสำนัก ข่าวโควิด-19
เด่นออนไลน์
ละคร
หวย
กีฬาต่างประเทศ ไทยลีก เกมส์ - อีสปอร์ต ONE CHAMPIONSHIP
คลิปฮอต
บิวตี้ Food & Cafe ท่องเที่ยว ไอที-สมาร์ทโฟน
Smart Sustain
วงล้อเศรษฐกิจ ทิ้งหมัดเข้ามุม ชกไม่มีมุม วิทยาการ คอลัมน์พระเครื่อง ข่าวสดทีวีไกด์ รถยนต์ ความรู้ทั่วไป รำลึก-อาลัย
Khaosod Chinese

“น้ำท่วม ต้องแก้ทั้งระบบ” ดร.ปราบ เปิด MATRIX จัดการน้ำทั้งนนทบุรี 

2 ก.ย. 2569 - 08:26 น.

“น้ำท่วม ต้องแก้ทั้งระบบ” ดร.ปราบ เบอร์ 6 เปิด MATRIX จัดการน้ำทั้งนนทบุรี ชูความสามารถของเมืองในการเตรียมพร้อม รับมือ ลดความเสียหาย

วันที่ 2 ก.ย.2569 ดร.ปราบ ธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี หมายเลข 6 เปิดนโยบายบริหารจัดการน้ำภายใต้กรอบ MATRIX นนทบุรี โดยชู R : Resilience หรือความสามารถของเมืองในการเตรียมพร้อม รับมือ ลดความเสียหาย และกลับสู่ภาวะปกติให้เร็วเมื่อเกิดวิกฤต

X-ray น้ำทั้งจังหวัด เชื่อม “น้ำเหนือ–เจ้าพระยา–น้ำหนุน–น้ำฝน” ทำ Water Map เปิดข้อมูลจุดเสี่ยง–คลอง–เครื่องสูบ–ทางระบาย พร้อมวัดความสามารถรับน้ำจริงเป็นรายพื้นที่ “ทำไมเราต้องรอให้น้ำเข้าถนนหรือเข้าบ้านก่อน ถึงจะรู้ว่าระบบรับไม่ไหว?” หัวใจของข้อเสนอคือเปลี่ยนจาก “รอน้ำท่วมแล้วระบาย” ไปสู่ “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ระบายทัน–ฟื้นตัวเร็ว”

ดร.ปราบ ระบุว่า ปัญหาน้ำของนนทบุรีไม่สามารถอธิบายด้วยคำว่า “ฝนตกหนัก” เพียงอย่างเดียว เพราะจังหวัดต้องเผชิญน้ำหลายระบบในเวลาเดียวกัน ทั้งน้ำจากลุ่มเจ้าพระยาตอนบน ระดับแม่น้ำเจ้าพระยา ภาวะน้ำทะเลหนุน และฝนที่ตกลงมาในพื้นที่เมืองเอง

ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ปภ.ยังแจ้งให้นนทบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง โดยระบุพื้นที่เสี่ยงของจังหวัด ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี ปากเกร็ด และบางกรวย สะท้อนว่าการบริหารน้ำของนนทบุรีต้องมองทั้งน้ำที่มาจากตอนบนและสภาพปลายทางที่จะระบายน้ำออกไปพร้อมกัน

“น้ำไม่รู้จักเขตเทศบาล ไม่รู้จักเส้นแบ่งอำเภอ การแก้น้ำท่วมจึงต้องเห็นนนทบุรีทั้งจังหวัดเป็นระบบเดียว” “3 น้ำ” ที่คนนนท์ต้องเข้าใจ

ดร.ปราบเสนอให้เริ่มจากการทำให้เรื่องน้ำที่ซับซ้อนเข้าใจง่าย โดยแบ่งความเสี่ยงหลักเป็น 3 น้ำ

น้ำแรก — น้ำเหนือและน้ำหลาก

นนทบุรีอยู่ปลายน้ำของลุ่มเจ้าพระยา สิ่งที่เกิดขึ้นตอนบนจึงมีผลต่อการบริหารน้ำของจังหวัด ขณะเดียวกันพื้นที่ฝั่งตะวันตกยังเชื่อมโยงกับโครงข่ายชลประทานขนาดใหญ่
ล่าสุด กรมชลประทานเพิ่งเดินหน้าโครงการปรับปรุง คลองพระอุดม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำปทุมธานี–นนทบุรี โดยระบุว่าคลองพระอุดมเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ใน 1 ใน 9 แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

น้ำที่สอง — เจ้าพระยาและน้ำหนุน

สำหรับชุมชนริมแม่น้ำ โจทย์แตกต่างจากน้ำขังบนถนนอย่างชัดเจน เมื่อน้ำเจ้าพระยาสูง ประกอบกับช่วงน้ำทะเลหนุน พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกแนวป้องกันสามารถได้รับผลกระทบแม้ปัญหาไม่ได้เกิดจากฝนในพื้นที่เพียงอย่างเดียว

กรณี ชุมชนมัสยิดท่าอิฐ หมู่ 10 อำเภอปากเกร็ด เป็นตัวอย่างชัดเจน เดือนตุลาคม 2567 น้ำเจ้าพระยาเอ่อเข้าท่วมประมาณ 30–40 เซนติเมตร กระทบบ้านเรือนกว่า 500 หลังคาเรือน ในช่วงที่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำประกอบกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง

น้ำที่สาม — น้ำฝน

อีกปัญหาคือ “น้ำรอการระบาย” ในเขตเมือง ต่อให้เจ้าพระยายังไม่ล้นตลิ่ง หากฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นจนปริมาณน้ำเข้าสู่ระบบเร็วกว่าที่ ท่อ–คลอง–ประตูน้ำ–เครื่องสูบ–ทางระบายปลายทาง จะรับได้ ก็สามารถเกิดน้ำท่วมขังบนถนนและในชุมชนได้

ดังนั้นการบริหารน้ำที่ถูกต้องต้องมองพร้อมกันว่า น้ำเหนือมาเท่าไร + เจ้าพระยาสูงแค่ไหน + น้ำหนุนเมื่อไร + ฝนตกตรงไหน + ระบบระบายยังรับไหวหรือไม่

จากคลองพระยาบันลือ–ขุนศรี–พระอุดม ถึงคลองบางบัวทอง ต้องเห็นเป็น “โครงข่ายเดียว”
ดร.ปราบ ระบุว่า นนทบุรีมีคลองและโครงข่ายน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่เชื่อมโยงกับระบบชลประทานของพื้นที่ข้างเคียง

คลองสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำในพื้นที่ เช่น คลองพระยาบันลือ คลองขุนศรี คลองพระอุดม คลองบางบัวทอง คลองบางใหญ่ คลองบางรักใหญ่ คลองมหาสวัสดิ์ คลองอ้อมนนท์ คลองบางเขน และคลองบ้านใหม่ รวมถึงคลองสาขา ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก
แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “มีคลองกี่สาย”

สิ่งที่ต้องรู้คือ ในสถานการณ์จริง น้ำกำลังมาจากไหน คลองไหนกำลังสูง จุดไหนเป็นคอขวด และน้ำยังสามารถออกทางไหนได้

เพราะทิศทางและความสามารถในการระบายน้ำไม่ได้คงที่ตลอดเวลา แต่เปลี่ยนไปตามปริมาณฝน ระดับน้ำในคลอง การเปิด–ปิดประตูน้ำ การเดินเครื่องสูบน้ำ และระดับแม่น้ำปลายทาง

“มีคลอง ไม่ได้แปลว่าระบายน้ำได้เสมอไป ถ้าปลายทางสูง หรือคอขวดอยู่ตรงกลาง น้ำก็ออกไม่ได้ เราจึงต้องรู้ Capacity ของระบบจริง ไม่ใช่เดา”

ท่าอิฐกับแคราย ท่วมเหมือนกัน แต่ “สาเหตุไม่เหมือนกัน”

นี่คือหลักคิดสำคัญของ MATRIX : Resilience พื้นที่ริมเจ้าพระยาอย่าง ท่าอิฐ เกาะเกร็ด และชุมชนริมน้ำ ต้องให้น้ำหนักกับ น้ำตอนบน ระดับเจ้าพระยา น้ำหนุน แนวป้องกัน การสูบน้ำ และการแจ้งเตือน

แต่พื้นที่เมืองอย่าง แคราย งามวงศ์วาน ประชานิเวศน์ แจ้งวัฒนะ เมืองทองธานี บางบัวทอง และบางใหญ่ มีอีกโจทย์สำคัญคือ ฝนที่ตกลงมาในพื้นที่แล้วระบายออกไม่ทัน จึงไม่ควรนำ “สูตรเดียว” ไปใช้แก้น้ำท่วมทั้งจังหวัด

“น้ำท่วมเหมือนกัน แต่สาเหตุอาจไม่เหมือนกัน ถ้าวินิจฉัยผิด ต่อให้ใช้งบมาก ก็อาจแก้ไม่ตรงจุด”
นนทบุรีมีฐานข้อมูล “26 จุดท่วมขังซ้ำซาก” อยู่แล้ว

ข้อมูลของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนนทบุรีมีฐานข้อมูล พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังบนถนนที่มีปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซาก 26 จุด ครอบคลุมถนนสำคัญ เช่น ติวานนท์ งามวงศ์วาน ประชานิเวศน์ สามัคคี แจ้งวัฒนะ ศรีสมาน บอนด์สตรีท ป๊อปปูล่า รัตนาธิเบศร์ บางกรวย–ไทรน้อย รวมถึงพื้นที่บางบัวทองและบางใหญ่

และจังหวัดมีข้อมูลการป้องกันและแก้ไขที่อัปเดตต่อมาในปี 2569 ประกอบด้วยเมืองนนทบุรี 5 จุด ปากเกร็ด 13 จุด บางบัวทอง 5 จุด และบางใหญ่ 3 จุด

ดร.ปราบเสนอว่า ไม่ควรนำเลข 26 มาบอกประชาชนว่า “ทั้ง 26 จุดยังท่วม” แต่ต้องเอาฐานข้อมูลเดิมมา X-ray ใหม่
จุดไหนแก้แล้ว?
จุดไหนยังท่วม?
ฝนระดับไหนเริ่มมีปัญหา?
น้ำลึกเท่าไร?
ขังนานเท่าไร?
คอขวดอยู่ตรงไหน?
ใครเป็นเจ้าภาพ?

แล้วแบ่งการแก้เป็น 3 กลุ่มง่าย ๆ คือ
แก้ได้เลย — Quick Win
ต้องแก้โครงสร้าง — Structural Fix
ต้องทำร่วมหลายหน่วยงาน — Inter-agency

นี่คือที่มาของประโยค “จุดเดิม ต้องไม่แก้แบบเดิม”

100 วันแรก “X-ray น้ำนนทบุรี”

ดร.ปราบเสนอให้ 100 วันแรก ทำ MATRIX Water Audit เริ่มจากพื้นที่ท่วมซ้ำและพื้นที่เสี่ยงก่อน
ตรวจทั้ง คลอง ท่อ จุดต่ำ จุดคอขวด ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ เส้นทางน้ำ พื้นที่รับน้ำ และทางออกปลายทาง

เป้าหมายไม่ใช่ทำรายงานเพิ่มอีกหนึ่งเล่ม แต่ต้องตอบคำถามที่วันนี้ประชาชนยังตอบได้ยากว่า
“พื้นที่ของผมรับฝนได้แค่ไหน ก่อนจะเริ่มท่วม?”

ดร.ปราบระบุว่า ไม่ควรประกาศตัวเลขเดียวว่า “นนทบุรีรับฝนได้กี่มิลลิเมตรต่อชั่วโมง” เพราะความสามารถของแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน แครายอาจมีข้อจำกัดแบบหนึ่ง เมืองทองธานีอีกแบบหนึ่ง ท่าอิฐอีกแบบหนึ่ง ขณะที่บางบัวทอง บางใหญ่ และไทรน้อยมีโครงข่ายน้ำแตกต่างกัน

ดังนั้นต้องสร้าง Water Capacity Model เป็นรายพื้นที่ เพื่อให้รู้ว่า เมื่อมี ฝนระดับนี้ + คลองระดับนี้ + เจ้าพระยาระดับนี้ + น้ำหนุนช่วงนี้ ระบบยังเหลือความสามารถรับและระบายน้ำเท่าไร

“เราไม่ควรรอให้น้ำท่วม เพื่อพิสูจน์ว่าระบบรับไม่ไหว เราควรรู้ก่อนว่าระบบกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดตรงไหน”

MATRIX Water Map — “เห็นน้ำก่อนน้ำท่วม” หัวใจด้าน Technology คือ MATRIX Water Map

ไม่ใช่การเริ่มซื้อเซ็นเซอร์ใหม่เต็มจังหวัด แต่เริ่มจากรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้วจากหน่วยงานต่าง ๆ และเติมเฉพาะข้อมูลที่ยังขาด ให้เห็นบนภาพเดียวว่า น้ำเหนืออยู่ไหน เจ้าพระยาสูงหรือลด น้ำหนุนช่วงไหน ฝนกำลังตกตรงไหน คลองไหนกำลังสูง ประตูน้ำและเครื่องสูบมีสถานะอย่างไร
จุดไหนเริ่มเข้าใกล้ Capacity

จากนั้นใช้ข้อมูลดังกล่าวในการเตรียมพื้นที่ก่อนเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการบริหารระดับน้ำ การเตรียมเครื่องสูบ การจัดกำลัง การแจ้งเตือน หรือประสานหน่วยงานเจ้าของโครงสร้าง
ประชาชนไม่ต้องดู Dashboard ยาก ๆ — ต้องตอบแค่ 5 คำถามเปิดโทรศัพท์แล้วตอบได้ว่า

บ้านฉันเสี่ยงไหม?
น้ำจะมาประมาณเมื่อไร?
ต้องย้ายรถหรือยัง?
ถนนไหนควรเลี่ยง?
สถานการณ์กำลังดีขึ้นหรือแย่ลง และสิ้นสุดเมื่อไหร่?

พร้อมบอกว่าหน่วยงานใดกำลังดำเนินการและสถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร
“ประชาชนไม่ควรต้องเปิดข้อมูลห้าหน่วยงานแล้วเอามาคิดต่อเองว่า คืนนี้บ้านจะท่วมหรือไม่”
จาก “บริหารน้ำ” สู่ “บริหารความเสี่ยงของเมือง”

ดร.ปราบระบุว่า นี่คือความหมายของ R : Resilience ใน MATRIX ไม่ใช่เพียงทำให้น้ำลดเร็ว แต่คือทำให้เมืองสามารถ
รู้ก่อน → เตรียมพร้อม → รับมือ → ลดความเสียหาย → รักษาบริการสำคัญ → ฟื้นตัวเร็ว

หลักคิดนี้สามารถนำไปใช้กับวิกฤตเมืองอื่นได้เช่นกัน แต่สำหรับนนทบุรี ปัญหาน้ำเป็นโจทย์ที่ประชาชนเผชิญอยู่จริงและควรเริ่มก่อน KPI ใหม่ ต้องวัด “เวลาที่ประชาชนเดือดร้อน”

ดร.ปราบเสนอว่า ความสำเร็จไม่ควรวัดเพียงว่า
ขุดคลองกี่กิโลเมตร
ซื้อเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง
หรือสูบน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตร
แต่ต้องวัดว่า
จุดท่วมซ้ำลดลงหรือไม่
น้ำลึกน้อยลงหรือไม่
จากเคยขัง 3 ชั่วโมง เหลือเท่าไร
ถนนกลับมาใช้ได้เร็วขึ้นหรือไม่
ประชาชนได้รับคำเตือนก่อนน้ำถึงหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตัวเลขงบประมาณ แต่อยู่กับเวลาที่ต้องลุยน้ำ รถที่ต้องย้าย ร้านค้าที่ต้องปิด และบ้านที่ต้องป้องกัน

“ประชาชนไม่ได้อยากรู้ว่าเรามีเครื่องสูบน้ำกี่เครื่อง เขาอยากรู้ว่า ปีนี้หน้าบ้านจะท่วมน้อยลงไหม และถ้าท่วม น้ำจะลงเร็วกว่าเดิมไหม”
ไม่สัญญาว่า “น้ำจะไม่ท่วม” แต่สัญญาว่าเมืองต้อง “รับมือเป็น”

ดร.ปราบกล่าวว่า การบริหารน้ำอย่างตรงไปตรงมาต้องยอมรับว่า ไม่มีผู้บริหารคนใดสั่งฝน สั่งน้ำเหนือ หรือสั่งน้ำทะเลได้ สิ่งที่ผู้บริหารทำได้คือทำให้เมือง รู้เร็วกว่าเดิม เตรียมเร็วกว่าเดิม แก้ตรงจุดกว่าเดิม และกลับมาเป็นปกติเร็วกว่าเดิม

“ผมไม่สัญญาว่านนทบุรีจะไม่มีน้ำท่วม เพราะเราสั่งฝนไม่ได้ สั่งน้ำเหนือไม่ได้ และสั่งน้ำทะเลไม่ได้”
“แต่เราสั่งให้ระบบของเราพร้อมกว่านี้ได้ เรารู้ก่อนน้ำมาได้ เตือนประชาชนก่อนน้ำเข้าบ้านได้ และทำให้เวลาที่คนต้องอยู่กับความเดือดร้อนสั้นลงได้”


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่

“น้ำท่วม ต้องแก้ทั้งระบบ” ดร.ปราบ เปิด MATRIX จัดการน้ำทั้งนนทบุรี