กมธ.ศาสนา จี้หน่วยงานสอบ คลิปบุคคลแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ถือบาตรอยู่หน้าเวทีการแสดงในงานส้มโอสูงเนิน เตือนอย่าให้ความคึกคะนองเพียงชั่วครู่ กลายเป็นบาดแผลต่อศรัทธาของสังคม
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งกรณีมีการเผยแพร่ภาพและคลิปเหตุการณ์ภายในงานส้มโอ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ หลังปรากฏภาพการแสดงของวงดนตรีหญิงบนเวที ขณะที่ด้านล่างมีชาย 2 คนแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ ถือบาตร พร้อมเด็กวัด 1 คน ท่ามกลางประชาชนที่เข้าร่วมชมงาน
นางธิวัลรัตน์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวไม่ควรถูกมองเพียงว่า เป็นภาพความบันเทิงหรือเหตุการณ์ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะเมื่อมีบุคคลที่แต่งกายคล้ายพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความเหมาะสม และความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในยุคที่ภาพหรือคลิปเพียงไม่กี่วินาที สามารถแพร่กระจายไปถึงคนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ กมธ. เห็นว่า การจัดกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะงานที่มีพระสงฆ์ หรือบุคคลแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องคำนึงถึงกาลเทศะ ความสำรวม และความเคารพต่อสถาบันทางศาสนาอย่างรอบคอบ
ไม่ควรปล่อยให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความสนุก” กับ “ความไม่เหมาะสม” ถูกทำให้เลือนรางจนสังคมคุ้นชิน สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่านั้น คือเด็กและเยาวชนที่อยู่ภายในงานหรือรับชมภาพผ่านโลกออนไลน์ เพราะหากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีใครตั้งคำถาม วันหนึ่งสิ่งที่เคยถูกมองว่าไม่ควร อาจถูกลดทอนจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความเคารพต่อหลักคุณค่าและสถาบันทางศาสนาอย่างไม่รู้ตัว
กมธ. เห็นว่า ยังไม่ควรด่วนกล่าวหาหรือตัดสินบุคคลใดจากภาพหรือคลิปเพียงบางส่วน แต่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งผู้จัดงาน ผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรม บุคคลที่ปรากฏในภาพ ตลอดจนหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ หรือหลักพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้อง
นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า กมธ.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก ตลอดจนสร้างความเข้าใจแก่ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ และประชาชนถึงขอบเขตความเหมาะสมในการนำสัญลักษณ์ บุคคล หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไปใช้ในพื้นที่สาธารณะ
กมธ. ยังเห็นควรให้มีแนวทางดูแลการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะภาพหรือคลิปเกี่ยวกับพระสงฆ์และกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งอาจถูกตัดต่อ นำเสนอ หรือเผยแพร่ในบริบทที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ลดทอนความเคารพ หรือสร้างความเสียหายต่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร
ประธาน กมธ.ศาสนาฯ ย้ำว่า การคุ้มครองพระพุทธศาสนาไม่ใช่เพียงการดูแลวัด โบราณสถาน หรือพิธีกรรม แต่หมายถึงการช่วยกันรักษาคุณค่า ความเคารพ และสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ไม่ทำให้ศาสนากลายเป็นวัตถุแห่งความขบขันหรือเครื่องประกอบความบันเทิงโดยขาดความยั้งคิด
“ความสนุกอาจจบลงพร้อมเสียงเพลง แต่ภาพที่ทำร้ายความรู้สึกและศรัทธาของผู้คนอาจติดอยู่ในใจอีกนาน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นสร้างรอยยิ้มโดยไม่ทำร้ายคุณค่าที่สังคมเคารพหรือไม่ เพราะการให้เกียรติศาสนาไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน”นางธิวัลรัตน์กล่าว
กมธ.จึงขอให้ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ ผู้แสดง พระสงฆ์หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำและการเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันรักษาความศรัทธาและความดีงามที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน
โดยกมธ. จะติดตามข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยยึดข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และหลักการคุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้เหตุในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำและกลายเป็นบาดแผลต่อความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนในระยะยาว