ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้อง เจ้าของค่ายมวย “อาหยงยิมส์” คดีค้ามนุษย์ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ มีพิรุธสงสัยว่า เป็นร่วมขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่ ขณะที่สาวไทย หัวหน้าคนสอน ถูกจำคุก 7 ปี 12 เดือน

วันที่ 8 ก.ย.2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ห้องพิจารณาคดี 714 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดำ คม. 9/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอาหยง ชาวจีน กับ น.ส.พจนีย์ (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐาน สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์, ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมกระทำความผิดค้ามนุษย์ ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน

กรณีเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2565 ตำรวจ บก.ปคม. จับกุมนายหวง หรือ อาหยง จำเลยที่ 1 เจ้าของค่ายมวย อาหยงยิมส์ และเป็นโปรโมเตอร์ในการจัดการแข่งขันชกมวยในประเทศไทย ภายหลังมีผู้เสียหาย 7 คน แจ้งความว่า

ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2564 พบโฆษณารับสมัครงานในอินเตอร์เน็ต เมื่อหลงเชื่อไปสมัครกลับถูกบังคับพาไปทำงานที่เมียวดี ประเทศเมียนมา ให้ทำงานสแกมเมอร์หลอกลวงคนไทย ต้องทำงานวันละ 12 ชม. ไม่มีวันหยุด หากไม่ยอมทำงานหรือไม่ได้ยอดตามที่ต้องการจะถูกส่งไปขังที่ห้องมืด ถูกทำร้ายร่างกายและใช้ไฟฟ้าชอร์ต หากอยากกลับประเทศต้องนำเงินมาเป็นค่าไถ่ตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากพยานหลักฐานมีข้อพิรุธสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่ถูกหลอกลวงมาถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย 7 คน มีทั้งที่เบิกความยืนยันว่า พบเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และมีพยานที่เป็นผู้เสียหายไม่ยืนยันว่าพบเห็นจำเลยที่ 1 ในห้องผู้บริหารของขบวนการค้ามนุษย์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา

คำเบิกความของพยานจึงมีข้อพิรุธสงสัย อีกทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 ในห้องของขบวนการค้ามนุษย์ คำเบิกความของพยานจึงมีข้อพิรุธมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่

ปัญหาประการต่อมา จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 2 สมัครใจเข้าร่วมทำงานกับขบวนการค้ามนุษย์และได้ค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนงานให้แก่ผู้ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานเป็นขบวนการสแกมเมอร์หลอกลวงเอาเงินของผู้อื่น

โดยผู้เสียหายเห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกบังคับเชื่อว่า จำเลยที่ 2 สมัครใจทำงานให้ขบวนการดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อผู้เสียหายทั้ง 7 คนฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 7 คน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ลงโทษจำคุก 4 ปี , ฐานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมกระทำความผิดค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 2 รวมเป็นเวลา 7 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย โดยกำหนดให้รายละ 3 แสนบาท ถึง 5 แสนบาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องขังไว้ระหว่างฎีกา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน