สมุทรปราการ เปิดใจ หมวดจราจร สภ.บางพลี ไว้ใจเพื่อนตำรวจร่วมรุ่น เซ็นค้ำประกันเงินกู้ ผู้กู้หยุดชำระหนี้ ผลักภาระ 1.5 ล้าน ตกถึง ผู้ค้ำ ซ้ำถูกศาลสั่งล้มละลาย เงินเดือนเหลือเข้าบัญชีเพียง 154 บาท ความฝันกลับบ้านเกิด หลังเกษียณพังพินาศ ฝากเตือน อุทาหรณ์ ก่อนตัดสินใจค้ำประกันให้ใคร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้เครื่องแบบตำรวจจราจร ที่ยังคงออกปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่มีใครรู้ว่า “หมวดสมนึก” ตำรวจจราจร สภ.บางพลี กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ ช่วงปลายชีวิตราชการ หลังการตัดสินใจค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนร่วมรุ่น กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิต และครอบครัวแทบพัง
หมวดสมนึก เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน ตนและเพื่อนตำรวจรวม 3 คน เข้าร่วมกู้เงินในโครงการสวัสดิการของธนาคารออมสิน โดยตกลงค้ำประกันไขว้ให้กัน เพราะเชื่อใจว่า เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนและรับราชการมาด้วยกัน
แต่ภายหลังเพื่อนที่หมวดสมนึกค้ำประกันให้ ประสบปัญหาทางการเงิน ก่อนหยุดชำระหนี้ ทำให้ธนาคารติดตามเรียกเก็บจากผู้ค้ำประกัน โดยยอดเงินต้นที่ถูกเรียกชำระเหลือประมาณ 1 ล้าน 5 แสน 3 หมื่นบาท

“เราไว้ใจกันเพราะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เขาเคยค้ำให้ผม ผมก็ค้ำให้เขา ไม่คิดว่าสุดท้ายเขาจะไม่รับผิดชอบ ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมคงไม่เซ็นค้ำครับ”
หลังได้รับหมายศาล หมวดสมนึกต้องเดินทางไปไกล่เกลี่ยที่ศาลล้มละลายกลางหลายครั้ง พร้อมพยายามติดต่อให้ผู้กู้ออกมารับผิดชอบ
หมวดสมนึก อ้างว่า เคยเสนอให้ผู้ค้ำประกันอีกคนช่วยกันแบ่งภาระหนี้ เพื่อยุติปัญหา แต่ผู้กู้ยังยืนยันว่าจะสามารถจัดการหนี้ได้เอง กระทั่งท้ายที่สุดไม่มีการชำระตามที่รับปาก และคดีดำเนินมาถึงขั้นที่หมวดสมนึก ถูกสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย
เขาตัดสินใจไม่ยื้อกระบวนการต่อ เพราะเกรงว่าปัญหาจะลุกลามไปถึงตำรวจคนอื่นที่ค้ำประกันเงินกู้ของตนอีกทอดหนึ่ง
“ถ้าผมยื้อไป คนที่ค้ำให้ผมก็อาจเดือดร้อนต่อ ผมจึงตัดสินใจยอมรับ เพื่อให้วงจรหนี้มันจบ ไม่อยากให้คนอื่นต้องมารับปัญหาต่อจากผม”
ผลจากปัญหาหนี้สิน ทำให้ปัจจุบันหมวดสมนึกได้รับเงินสำหรับการครองชีพเดือนละ 24,754 บาท แต่ต้องนำไปชำระหนี้สหกรณ์ตำรวจเดือนละ 24,600 บาท จึงเหลือเงินเข้าบัญชีเพียง 154 บาทต่อเดือน รายได้ทั้งหมดของครอบครัว จึงตกอยู่กับ นางหนูภักษ์ ผู้เป็นภรรยา ซึ่งต้องขายอาหารหาเลี้ยงครอบครัว หากวันใดหยุดขายก็เท่ากับไม่มีรายได้ ขณะที่ยังมีลูกกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา
ด้านภรรยา “ตอนรู้ว่าเขาถูกฟ้องล้มละลาย พูดไม่ออกและเครียดมาก ทุกวันนี้ต้องอาศัยรายได้จากร้านอาหารเป็นหลัก ถ้าหยุดขายก็ไม่มีรายได้ เงินที่หามาได้ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัว”
ก่อนเกิดเรื่อง หมวดสมนึก วางแผนไว้ว่าจะขอย้ายกลับไปทำงานที่จังหวัดเพชรบูรณ์ บ้านพักก็สร้างเสร็จแล้ว และตั้งใจจะกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่บ้านเกิด แต่เมื่อถูกฟ้องล้มละลาย ความฝันทั้งหมดต้องหยุดลง เพราะหากย้ายกลับต่างจังหวัด รายได้จากการค้าขายของครอบครัวอาจลดลง
ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่ รถยนต์ที่กำลังผ่อนก็ต้องรวบรวมเงินจ่ายครั้งละ 2–3 เดือน ครอบครัวต้องลดค่าใช้จ่ายทุกด้าน รถยนต์แทบไม่ได้ใช้งาน และอาศัยรับประทานอาหารจากร้านของครอบครัวเพื่อประหยัดเงินให้มากที่สุด
หมวดสมนึก เผยอีกว่า “ผมไม่เคยคิดว่า ช่วงปลายชีวิตราชการ จะต้องมาเจอแบบนี้ เงินเก็บก็ไม่มี เงินเดือนเหลือ 154 บาท แผนกลับไปอยู่บ้านหลังเกษียณต้องพับหมด แต่ตอนนี้ยังสู้ เพราะยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล”
แม้จะเจ็บปวดจากการถูกเพื่อนที่ไว้ใจทิ้งภาระหนี้ไว้ให้ แต่หมวดสมนึก บอกว่า วันนี้ต้องยอมรับผลจากการตัดสินใจของตัวเอง พร้อมฝากเรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ถึงเพื่อนข้าราชการและประชาชนทั่วไป ก่อนเซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้ใคร อย่าตัดสินใจเพียง เพราะความสนิทหรือคำว่าเพื่อน
แต่ต้องตรวจสอบวินัยทางการเงิน ความรับผิดชอบ และวัตถุประสงค์ของการกู้ให้รอบคอบ เพราะหากผู้กู้ไม่ชำระ ผู้ค้ำอาจต้องแบกรับภาระหนี้ จนกระทบทั้งเงินเดือน หน้าที่การงาน และอนาคตของครอบครัว
“พลาดครั้งเดียวอาจกระทบไปทั้งชีวิต ต้องดูให้ดีว่าเขากู้ไปทำอะไร และมีความรับผิดชอบแค่ไหน อย่าเชื่อใจเพียงเพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ส่วนผมเจ็บมาก แต่เราพลาดไปแล้ว ก็ต้องทำใจและสู้ต่อไป”
ปัจจุบัน ทางครอบครัวเปิดร้านอาหารตามสั่งในตลาดเฟส 1 ของเอื้ออาทรสุวรรณภูมิ 1 ชื่อร้านว่า เจ้หนูอาหารตามสั่ง
