ตำรวจกางข้อกฎหมาย ชี้หนุ่มLGBTQเร่ร่อน เก็บไอโฟนในถังขยะได้ เข้าข่ายผิดลักทรัพย์ ย้ำต้องดูเจตนา และผู้เสียหายยังติดตามทรัพย์สินอยู่ เป็นความผิดอาญามีคนกล่าวโทษได้
วันที่ 21 ก.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีนายนพพล ขุนจร หรือ “พอลล่า” อายุ 39 ปี หนุ่ม LGBTQ ซึ่งเป็นคนเร่ร่อนเก็บโทรศัพท์ไอโฟน13 ของนายออกัส อายุ 19 นักศึกษาปี 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ จ.อุดรธานี ได้ที่ถังขยะที่หอพักแห่งหนึ่งในซอยพรหมประกาย ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี
แต่นักศึกษาหนุ่มวัย 19 ปีติดตามเจอได้ที่ตลาดโพศรี แถมหนุ่มเร่ร่อนถอดซิมโทรศัพท์และเตรียมนำไปขาย จนเจ้าของโมโหด่าเดือดพร้อมกับแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์” ส่วนพอลล่าก็บอกว่าหนูเก็บได้ในถังขยะค่ะ ไม่ได้ขโมย ต่อมา ร.ต.อ.สถาพร สวัสดี รอง สวป.สภ.เมืองอุดรธานี คุมตัวพอลล่าไปยังสภ.เมืองอุดรธานี
ปรากฏว่าหลังเป็นข่าว เหมือนทัวร์ลงเจ้าของโทรศัพท์เจอถล่มอย่างหนัก โดยนายออกัสวอนชาวโซเชียลอย่าด่าและเห็นใจ ยอมรับว่าสะเพร่าเองทิ้งโทรศัพท์ไปในถังขยะจริง แต่หลังจากรู้ว่าโทรศัพท์หายก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ติดตามโทรศัพท์หลังจาก 10 นาทีที่รู้ว่าหาย ผมก็เสียหายซื้อมาหลายหมื่น
แต่ที่โมโหเพราะโทรไปแล้วคนเร่ร่อนพยายามปิดเครื่องและถอดซิม ซึ่งวันแรกจะดำเนินคดีกับคนเร่ร่อนแต่เห็นใจไม่ได้ดำเนินคดีแล้ว แต่ตร.ตรวจสารเสพติดฉี่สีม่วงก็ดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษไปแล้ว
ล่าสุด พ.ต.ท.ดิษฐวัฒน์ ถาวรสินพงศ์ รอง ผกก.(สอบสวน) หน.งานสอบสวน สภ.เมือง อุดรธานี เปิดเผยว่า โดยหลักทั่วไป ถ้าเก็บทรัพย์สินของผู้อื่นที่หล่นหายได้ ถ้าเจ้าตัวยังไม่ตามหา ผ่านไปนานถึงตามเจอโดยหลักแล้วก็จะมีความผิดฐาน “ยักยอก”
แต่ถ้าผู้เสียหายเขาติดตามหรือตามหาเร็วจนไปเจอ คนที่เอาไปเข้าข่ายฐาน “ลักทรัพย์” ตามฎีกาที่วางไว้ ซึ่งจากกรณีเคสนี้หนุ่ม LGBTQ เก็บโทรศัพท์ได้ในถังขยะ เจตนาของผู้เสียหายคือเจ้าของโทรศัพท์ติดตามหาหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ทราบ ไม่ถึง 10 นาทีเจ้าของก็ตามหา
ซึ่งเรื่องนี้คนเร่ร่อนถือว่ามีเจตนาลักทรัพย์แม้ผู้เสียหายจะเผลอหรือหลงลืมทิ้งในถังขยะก็ตาม เมื่อเจ้าของยังติดตามอยู่ถือเป็นคดีเป็นอาญาแผ่นดินเพราะเจ้าของประสงค์แจ้งความก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ก็จะเข้าข่ายความผิดฐาน “ลักทรัพย์” แต่เคสนี้ทราบว่าผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี
