กาฬสินธุ์ เขื่อนลำปาว ปลาหมอคางดำ ยอดจับพุ่ง126ตัว ชาวประมง เสนอต่อยอด “เจอแจ้งจับจบ” ต้องตั้งค่าหัว 20บาท สร้างแรงจูงใจล่าเอเลี่ยนสปีชีส์ นักวิชาการ เตือน เสี่ยงลามลุ่มน้ำ โขง-ชี-มูล เปิด5แผนรับมือ ดันวายร้าย สู่“เมนูเด็ดอีสาน” พลิกวิกฤตเป็นรายได้ชาวบ้าน ยกเคส “ปลาดุกยักษ์”

24 ก.ย. 69 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของ ปลาหมอคงดำ ที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ชาวประมงพื้นบ้าน และ ประมงอาสา ยังคงออกหาปลาตามปกติ และยังคงตรวจหาปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคงดำ เพื่อรายงานต่อกรมประมง

ผู้สื่อข่าว ได้ไปพบ นายยุติธรรม ภูบัวนาค อายุ 38 ปี ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านหนองสรวง ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ผู้จับปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวเป็นคนแรก และได้โพสต์ภาพลงเพจ “ยุติธรรม คนหากินริมเขื่อน” เมื่อ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา

ก่อนออกมาเปิดใจถึงแนวทางกำจัดปลาชนิดนี้ที่ได้ผลที่สุดในมุมมองของเขา คือการสร้างแรงจูงใจให้ชาวประมงด้วยการ ตั้งค่าหัวล่า ซึ่งดีกว่าการปูพรมจับต่อเนื่อง และดีกว่ามาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” เพราะที่ผ่านมา อาจมีการพบมากกว่านี้ แต่ไม่มีการรายงาน

นายยุติธรรม เล่าว่า ภาพที่โพสต์จนเป็นกระแสทำให้สังคมตื่นตัวว่า ปลาหมอคางดำ แพร่ระบาดถึงเขื่อนลำปาวแล้ว ซึ่งเป็นจังหวัดแรกในภาคอีสานจาก 21 จังหวัดทั่วประเทศ ที่พบการระบาด โดยก่อนหน้านี้ พบมากในภาคกลางและภาคใต้ คำถามแรกที่ตามมาคือ มันมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร? และยังเป็นการจุดประเด็นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะ กรมประมง ต้องหาวิธีรับมือ ต่อมาภาครัฐจัดหน่วยเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว ระดมประมงอาสา ให้ความรู้ชาวประมงรอบเขื่อนในการค้นหาและตรวจจับ พร้อมรายงานผลรายวัน ตามข่าวจับได้เฉลี่ยวันละ 3-10 ตัว ล่าสุดยอดสะสมอยู่ที่ 118 ตัว ยอมรับว่า แนวทางรัฐ “ถูกทาง” แต่ไม่ทันใจ

นายยุติธรรม มองว่า แนวทางของรัฐถูกต้อง แต่ผลอาจมาช้า เพราะเขื่อนลำปาวกว้างใหญ่ และเชื่อว่าปลาชนิดนี้อาจถูกนำมาปล่อยนานแล้ว โดยสังเกตจากปลาที่จับได้มีหลายขนาด ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ ส่วนตัวที่เขาจับได้บริเวณท้ายเขื่อน บ้านนาอวน รอยต่อบ้านหนองสรวง ด้วยตุ้มตาข่ายกว้าง 8 ซม. มีขนาดใหญ่กว่าทุกตัวที่พบในภายหลัง และมองว่าทำไมจุดแรกพบ กลับไม่เจอเพิ่ม

ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ช่วงหลัง ชาวประมง ไม่พบปลา ในพื้นที่ที่ พบครั้งแรก ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี แต่กลับพบบริเวณท้ายเขื่อน บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย นายยุติธรรมซึ่งเป็นประมงอาสาด้วย ให้ความเห็นว่าชาวประมงโซนนี้และใกล้เคียงอาจจับได้เรื่อย ๆ มาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ ไม่ได้สังเกตว่า เป็นปลาหมอคางดำ เพราะรูปร่างคล้ายปลานิลมาก

นายยุติธรรม อธิบายว่า ชาวประมงพื้นบ้านหากินเพื่อยังชีพ ได้น้อยก็ทำกินในครัวเรือน ได้มากก็แบ่งขายเป็นค่าเทอมลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ ชาวประมง บางคน จึงมองว่า การรายงานเป็นเรื่องยุ่งยาก ปลาจะกลายเป็นของกลางถูกนำไปวิจัย ซ้ำยังเสียเวลาทำมาหากิน เพราะต้องให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ “สู้จับได้ไม่พูดจะดีกว่า”

นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่า นี่คือเหตุผลที่ไม่มีรายงานพบเพิ่ม จึงมองด้วยว่า การปูพรมจับต่อเนื่อง อาจไม่คุ้มเสีย เพราะต้องใช้คน เรือ และเครื่องมือจำนวนมากเป็นเวลานาน ขณะที่มาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” อาจไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร แต่ชาวประมงพร้อมร่วมมือเต็มที่ หากมีสิ่งจูงใจที่คุ้มค่า

จึงขอเสนอ ค่าหัวตัวละ 20 บาท เพราะปัจจุบันปลาที่ชาวประมง รอบเขื่อนจับได้ขายเฉลี่ย กก.ละ 5-20 บาท ตามขนาดและชนิดปลา ดังนั้น ภาครัฐตั้งราคารับซื้อปลาหมอคางดำ เช่น ตัวละ 20 บาท ให้ชาวประมงรวบรวมไว้ แล้วให้เจ้าหน้าที่ประมงมารับซื้อสัปดาห์ละครั้ง รับรองชาวประมง กระตือรือร้น และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ส่วนพฤติกรรมของปลา นายยุติธรรมระบุว่าชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงริมตลิ่งน้ำตื้นที่มีพืชน้ำให้ซ่อนตัว การที่มันอยู่รอดในน้ำจืดของเขื่อนลำปาวได้ แสดงว่า ปรับตัวเก่ง และเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการผสมพันธุ์กับปลานิล เพราะหลายตัวที่จับได้หน้าตาคล้ายกันมาก หากไม่ดูคาง เกล็ด และหางจริง ๆ แทบแยกไม่ออก

อย่างไรก็ตาม ชี้ว่า เขื่อนลำปาวมีปลานักล่าขนาดใหญ่ เช่น ปลาชะโด ปลาช่อน ปลาบู่ และปลาตองลาย อยู่หนาแน่น หากอาหารในน้ำลึกหายาก ปลาหมอคางดำตัวเล็กที่ออกลูกมากในน้ำตื้น ก็อาจกลายเป็นเหยื่อของปลาเหล่านี้ได้เช่นกัน” นายยุติธรรม กล่าวในที่สุด

ขณะที่ คณะเทคโนโลยีการประประมง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ดร.เกษม เชตวัน อาจารย์ประจำ สาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ (กรรมการประมงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์) เปิดเผยว่า การพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “ตัวชี้วัด” สำคัญที่สะท้อนว่า มีคนตัดสินใจนำปลาชนิดนี้ปล่อยลงสู่ลุ่มน้ำลำปาวโดยตรง

ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ เส้นทางน้ำจากลำปาวเชื่อมต่อไปยังลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล และไหลลงสู่แม่น้ำโขง เปิดโอกาสให้ปลาต่างถิ่นชนิดนี้แพร่กระจายเป็นวงกว้างได้ไม่ยาก ด้วยอัตราการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วและความทนทานสูง

อาจารย์เกษม เผยข้อมูลสำคัญว่า ย้อนไปช่วงปี 2545-2546 สมัยที่ยังเป็นราชมงคลกาฬสินธุ์ เคยสำรวจพบสัตว์น้ำจืดในลุ่มน้ำลำปาวมากถึง 124 ชนิด ครอบคลุมตั้งแต่จังหวัดอุดรธานีถึงกาฬสินธุ์ประกอบกับ ข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่เก็บข้อมูลพันธุ์สัตว์น้ำในลุ่มน้ำมูล-ชี ที่เชื่อมกับโขง

“เชื่อมั่นว่า ใช้เวลาไม่นานปลาหมอคางดำ จะเพิ่มจำนวน และแน่นอนว่า จะกระทบวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มน้ำลำปาว” อาจารย์เกษมกล่าวเตือน

ดร.เกษม กล่าวว่า ในฐานะสถาบันที่คร่ำหวอด ด้านเทคโนโลยีการประมงมากว่า 38 ปี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ วางแผนรับมือไว้ 5 ด้าน ได้แก่ 1. สำรวจการแพร่กระจาย ศึกษาว่าปลาหมอคางดำกระจายตัวมากน้อยเพียงใด และปัจจัยที่เร่งการแพร่ระบาด 2. ประเมินผลกระทบต่อปลาพื้นถิ่น ทั้งด้านบวกและลบต่อพันธุ์ปลาน้ำจืดดั้งเดิม

3. ตรวจสอบระบบนิเวศ-คุณภาพน้ำ ดูความเปลี่ยนแปลงในเขื่อนลำปาว 4. สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง ใช้เทคโนโลยีติดตามการกระจายตัวแบบเรียลไทม์ 5. ศึกษาความเป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส หากพัฒนาเป็นสินค้าแปรรูปได้

โดยเครือข่ายประมงลุ่มน้ำลำปาวเตรียมเสนอโครงการทั้ง 5 ประเด็นต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีกำหนดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในวันเสาร์นี้ โดยให้ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลาลุ่มน้ำลำปาวเป็นผู้นำเสนอ พร้อมความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ สำนักงานประมงจังหวัด และศูนย์วิจัยพัฒนาประมงน้ำจืดภาคอีสาน

อาจารย์เกษม ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ ในพื้นที่ 3 สมุทร (น้ำกร่อย-น้ำเค็ม) ที่ปลาหมอคางดำระบาดหนักและสร้างความเสียหายต่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ประชาชนกลับไม่นิยมบริโภคปลาชนิดนี้เพราะรสชาติไม่ถูกปาก

แต่สำหรับอีสานซึ่งเป็นเขตน้ำจืดและมีวัฒนธรรมการกินที่ต่างออกไป อาจเป็นโอกาสพลิกวิกฤต พร้อมยกตัวอย่าง “ปลาดุกยักษ์” หรือปลาดุกรัสเซีย ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองเป็นเอเลียนสปีชีส์ แต่วันนี้มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์นำมาแปรรูปจนกลายเป็นสินค้าเกรดพรีเมียม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

ดร.เกษม กล่าวทิ้งท้ายด้วยข้อความถึงพี่น้องประชาชนว่า ให้ติดตามข่าวสารอย่างมีสติ เพราะขณะนี้ยังมีข้อมูลด้านโทษมากกว่าประโยชน์ที่ต้องศึกษาต่อไป สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือให้ชาวบ้าน ประมงพื้นบ้าน และโรงเรียนในพื้นที่ ช่วยกัน “ชี้เป้า” จุดที่พบการระบาด เพื่อให้หน่วยงานรัฐเร่งหาทางป้องกันแก้ไขได้ทันท่วงที

ส่วนการพบปลาหมอคางดำ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 69 ล่าสุดมีรายงานว่า ชาวประมงบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จับปลาหมอคางดำได้เพิ่มอีก 8 ตัว อยู่ที่บริเวณด้านตอนเหนือเขื่อนลำปาว ด้วยแหและตาข่ายดักปลา ทำให้ปัจจุบันมียอดสะสมแล้ว 126 ตัว

นอกจากนี้ รายงานแจ้งว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมคณะ จะลงพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์

โดย จุดแรกจะไปที่ ท่าเรือสหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ และจะลงเรือเดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดบ้านนาอวน อ.หนองกุงศรี บริเวณที่พบปลาหมอคางดำครั้งแรก และยังเดินทางไปอีกหลายจุดตลอดทั้งวัน ที่จะมีการตรวจเยี่ยมฟาร์มกระชังเลี้ยงปลา

การสร้างความรับรู้กับชาวบ้านขชาวประมง ประเด็นการจำแนกปลานิลกับปลาหมอคางดำฯ เบื้องต้นประมง จ.กาฬสินธุ์ ได้ประสานเครือข่ายเจ้าหน้าที่ เครือข่าวประมงพื้นบ้านเขื่อนลำปาว พร้อมระดมกำลังทั้งในระดับอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ร่วมมือกันจับปลาหมอคางดำ ด้วยเป้าหมายสำคัญเร่งด่วน คือ ควบคุม และจำกัดวง ไม่ให้แพร่ระบาดอย่างเต็มที่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน