สรวุฒิ เลขา รมว.เกษตร ควง อธิบดีกรมชลฯ ลงพื้นที่ระยอง ตรวจอ่างคลองระโอกชำรุด สั่งซ่อมด่วน คาด หากไม่มีฝนตกหนักลงซ้ำซ้อน สถานการณ์ เข้าสู่ภาวะปกติ ภายใน 1–2 วัน
28 ก.ย. 69 – นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อตรวจสอบอ่างเก็บน้ำคลองระโอก หลังประสบปัญหาชำรุดเสียหายบางส่วน บริเวณอาคารทางระบายน้ำจากการถูกกระแสน้ำกัดเซาะ ส่งผลให้น้ำไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก
โดยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายบริเวณจุดที่ถูกน้ำกัดเซาะ พบว่า ไม่มีการพังทลายของชั้นดินเพิ่มเติม และไม่มีน้ำไหลออกจากบริเวณที่ชำรุดแล้ว อธิบดีกรมชลประทานจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่นำเครื่องจักรและอุปกรณ์เข้าดำเนินการเร่งซ่อมแซมทันที โดยคาดว่าการซ่อมแซมจุดที่ชำรุดดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในวันนี้

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการป้องกันไม่ให้กระแสนํ้ากัดเซาะผนังอาคารทางระบายน้ำล้น (Spillway) มากขึ้น เนื่องจากผนังเริ่มมีความเอียง พร้อมนำรถแบคโฮแขนยาว (คอยาว) ลงไปกด sheet pile (แผ่นเหล็กพายกั้น) พร้อมใส่วัสดุช่วยลดความเร็วของสายน้ำ
ขณะที่ แนวโน้มระดับน้ำ เริ่มลดลงชั่วโมงละประมาณ 2 เซนติเมตร โดยยังสูงกว่าคันกั้นน้ำประมาณ 1 เมตร คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาซ้ำซ้อน สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1–2 วัน
ทั้งนี้ นายสรวุฒิ ยังได้แสดงความห่วงใยเกษตรกรในพื้นที่ทางน้ำไหลผ่าน ซึ่งมีสวนผลไม้ เช่น มังคุด และทุเรียน โดยได้มอบหมายให้เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล และเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกกรม ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย
หากเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนสามารถแจ้งผ่านช่องทางของกระทรวงฯ ได้ทันที ในส่วนของมาตรการเยียวยา จะต้องประเมินความเสียหายอย่างละเอียดหลังจากสถานการณ์น้ำลดลง และเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากผลกระทบต่อต้นไม้ (เช่น ทุเรียน มังคุด) ต้องใช้เวลประเมินในระยะยาวเป็นรายกรณีต่อไป
ด้าน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่คือการป้องกันไม่ให้น้ำไหลล้นข้ามคันเขื่อน (Overtopping) ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำและปริมาณน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 เซนติเมตร ทำให้หมดความเสี่ยงเรื่องน้ำล้นข้ามคันเขื่อนแล้ว ส่วนความเสียหายบริเวณข้างกำแพง ได้สั่งการให้นำ Sheet Pile และวัสดุป้องกันการกัดเซาะเข้าวางตามแนวเพื่อระงับการกัดเซาะดิน และขอยืนยันว่าโครงสร้างหลักของตัวเขื่อนยังคงมีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย
“หลังจากได้รับรายงานสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงเช้า เวลาประมาณ 06.00 น. จึงได้รีบลงพื้นที่เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ด้วยตนเอง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า สถานการณ์ไม่ได้น่ากังวล
อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสาร และการแจ้งเตือนจากทางราชการและกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด พร้อมมั่นใจได้ว่ากรมชลประทานจะเร่งแก้ไขปัญหาให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
