หมอขอนแก่น แนะประชาชนดูแลสุขภาพรับฤดูหนาว เฝ้าระวังไข้หวัดและฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะผู้มีโรคภูมิแพ้และถุงลมโป่งพอง ย้ำใช้ยาประจำต่อเนื่อง หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์ ไม่ปล่อยให้การติดเชื้อลุกลาม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ต.ค.2569 ที่รพ.ขอนแก่น นพ.นิทิกร สอนชา รอง ผอ.(ฝ่ายการแพทย์) รพ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว โรคที่พบได้บ่อยและทำให้ประชาชนเข้ารับบริการมากขึ้น ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับหลอดลมและระบบทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อซึ่งนอกจากไข้หวัดแล้ว ยังมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งอาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้ทั้งระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง รวมถึงทำให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และถุงลมโป่งพองมีอาการกำเริบ ผู้ที่ต้องใช้ยาประจำจึงไม่ควรขาดยา หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์และดูแลตนเองตั้งแต่ระยะแรก เพราะการปล่อยให้อาการเป็นอยู่นาน อาจทำให้การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้นลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างและเกิดปอดบวม จนจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

“รพ.ขอนแก่น ซึ่งดูแลผู้ป่วยหนักและรับส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่น จำนวนผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่หน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น ศูนย์แพทย์และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง มารับยาแก้ไอ ยาแก้หวัด หรือยาลดน้ำมูก ซึ่งพบได้ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งฤดูฝนและฤดูหนาว ขณะที่การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาและมลภาวะทางอากาศ จึงควรช่วยกันลดกิจกรรมที่ก่อฝุ่น ทั้งการเผาขยะและการใช้ทรัพยากรที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง

ส่วนการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM 2.5 แนะนำให้ใช้หน้ากากระดับ N95 ขณะที่ผู้มีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อขณะไอหรือจามไปยังคนรอบตัวและคนใกล้ชิด”

นพ.นิทิกร กล่าวต่อว่า การดูแลสุขภาพยังควรยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัย ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และลดความเครียด เนื่องจากปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง บางครั้งมีฝนตกในช่วงฤดูหนาว หรืออากาศสลับร้อนและหนาว จึงควรดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากปล่อยให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นโดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม แม้เข้ารักษาในโรงพยาบาลแล้วก็อาจรักษาได้ไม่ง่าย

อย่างไรก็ดีวัคซีนยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ทั้งผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็ก แม้วัคซีนไม่ได้ทำให้ไม่ติดเชื้อเลย แต่ช่วยลดความรุนแรงเมื่อติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการฉีดวัคซีนที่ติดตาม พบว่าแต่ละปีการรับวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายยังไม่ถึงร้อยละ 50 ขณะที่คนทั่วไปซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงกลับต้องการฉีด แต่กลุ่มเป้าหมายบางส่วนยังกลัวและไม่ต้องการรับวัคซีน

“ปัญหาที่พบคือกลุ่มเป้าหมายบางรายเชื่อว่าตนเองอายุมาก มีโรคประจำตัว หรือเจ็บป่วยอยู่แล้ว หากฉีดวัคซีนอาจทำให้อาการหนักขึ้น แม้เจ้าหน้าที่ไปถึงหน้าบ้านก็ยังปฏิเสธ เพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียง เมื่อเจ็บป่วยจึงอาจมีอาการหนัก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไต รวมถึงหญิงตั้งครรภ์

ขณะที่วัคซีนยังมีไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มเป้าหมายสำหรับเด็กที่มีปัญหาผิวแห้งแตกในช่วงอากาศเย็น อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้และการที่ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น บางรายมีอาการมากจนผิวแตกและมีเลือดออก ผู้ปกครองและครูจึงควรสังเกตอาการ หากพบปัญหาควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข โดยเฉพาะการใช้ยาแก้แพ้ในเด็กวัยเรียน เพราะยาบางกลุ่มทำให้ง่วงและกระทบต่อการเรียน แพทย์อาจพิจารณายากลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วง หรือใช้โลชั่นและครีมบำรุงผิวร่วมด้วย”

นพ.นิทิกร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อีกเรื่องที่ต้องระวังในฤดูหนาวคือการดื่มแอลกอฮอล์และอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ หากดื่มจนมีอาการมึนเมาหรือไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ และให้ความสำคัญกับการสวมหมวกกันน็อก เนื่องจากอุบัติเหตุยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่ป้องกันได้

สิ่งสำคัญคือประชาชนควรดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย ไม่พึ่งยาเพียงอย่างเดียว สามารถกังวลต่อโรคได้แต่ไม่ควรตื่นตระหนก ควรทบทวนวิธีป้องกันตนเอง ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย และจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคที่พบอยู่เดิมและโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

 

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน