มูลนิธิ คำชะโนด โต้เงินสะพัดร้อยล้าน ยันโปร่งใสทุกบาท ช่วงพีคกระแสนาคี รายได้สะสมสูงสุดแค่ 30 ล้านบาท เชื่อกลุ่มเสียผลประโยชน์โผล่ร้อง อยากเข้ามามีอำนาจ

วันที่ 30 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวที่ จ.อุดรธานี รายงานว่า จากกรณีชาวบ้านบ้านโนนเมือง ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง ร้องเรียนต่อนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ รวมถึงยื่นเรื่องต่อกระทรวงมหาดไทยและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยอ้างว่าการบริหารจัดการเงินของมูลนิธิคำชะโนดไม่โปร่งใส และคาดว่ามีเงินหมุนเวียนสะสมสูงถึงหลักร้อยล้านบาท ขอให้หน่วยตรวจสอบโดยด่วน

ล่าสุดนายพงษ์ศักดิ์ ศรีชนะ รักษาการผู้จัดการคำชะโนด และหนึ่งในกรรมการมูลนิธิคำชะโนด เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องเงินมูลนิธิมีถึง 100 ล้านบาทนั้น “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” ในช่วงที่คำชะโนดได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งตรงกับช่วงกระแสละครเรื่อง “นาคี” เคยมีรายได้สะสมสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาทเท่านั้น

สำหรับความเป็นมาของการบริหารจัดการ เดิมทีก่อนหน้านี้เป็นกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ (บ้านโนนเมือง) ที่ดำเนินการกันเองแต่มีปัญหา ต่อมาทางอำเภอได้แต่งตั้งให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลบ้านม่วงเข้ามาร่วมบริหารจัดการ ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการดำเนินงานก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่เคยมีปัญหา

ในส่วนของระบบการเงิน นายพงษ์ศักดิ์ ระบุว่า มีความชัดเจนและโปร่งใส โดยเงินบริจาคและรายรับทุกบาททุกสตางค์จะมีการตรวจนับทุกวัน พร้อมทั้งติดป้ายประกาศยอดเงินให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับทราบอย่างเปิดเผย เมื่อครบกำหนดสิ้นเดือนจะมีการสรุปยอดและนำเงินเข้าฝากในบัญชีธนาคาร

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า รายได้ทั้งหมดถูกนำมาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่คำชะโนด พัฒนาสาธารณูปโภค และสนับสนุนงานสาธารณกุศลในชุมชน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ไม่เหมือนอดีต ยอดเงินเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10,000–20,000 บาทต่อวันตามสภาพความหนาแน่นของผู้เดินทางมาสักการะ โดยทุกการเบิกจ่ายมีหลักฐานและเอกสารทางบัญชีระบุการใช้งานอย่างชัดเจน

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่าไม่มีเงินตกค้างหรือซุกซ่อนถึงหลักร้อยล้านบาทตามที่เป็นข่าว พร้อมให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ส่วนกรณีเรื่องตัดไม้บริเวณคำชะโนด เป็นเรื่องของกลุ่มชาวบ้านขายพานบายศรีที่เป็น 2 กลุ่ม เราให้พื้นที่เท่านั้น แต่ 2 กลุ่มเคยมีปัญหากันตอนนี้ก็ตกลงกันไม่ได้ อีกกลุ่มจึงตัดต้นไม้เพื่อขยายสถานที่พานบายศรี เป็นเรื่องของชาวบ้านเอง

ขณะที่นางอรัญญา แสนขวา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 บ้านโนนเมือง ชี้แจงเรื่องตัดต้นไม้ว่า การตัดต้นไม้เกิดขึ้นมาจากปัญหาของชาวบ้านกลุ่มพานบายศรี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีปัญหากันมาครั้งหนึ่งแล้ว ระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโนนเมืองคำชะโนด ที่ขายพานบายศรีกลุ่มเก่า และชาวบ้านกลุ่มใหม่ที่ไปจดทะเบียนก็ยกเลิกแล้วตกลงกันจะรวมเป็นกลุ่มเดียวซึ่งเป็นกลุ่มเก่า

แต่ปรากฏว่ากลุ่มเก่าเล่นแง่ไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าไปเป็นสมาชิกกลุ่มทั้งหมด ทางชาวบ้านจึงตัดสินใจจัดตั้งกลุ่มใหม่อีกรอบ และต้องการพื้นที่ขายพานบายศรี แต่พื้นที่ขายพานบายศรีมีพื้นที่จำกัดที่ขายเดิมเป็นของกลุ่มเก่า ทางคำชะโนดให้เท่านี้ ทางกลุ่มใหม่จึงได้ตัดต้นมะม่วงประมาณ 3-4 ต้นออกเพื่อทำที่ขายพานบายศรีข้างๆ กลุ่มเก่า

นางอรัญญา กล่าวต่อว่า ก่อนตัดเราได้ทำหนังสือไปแจ้งทางอำเภอและแจ้งกับคำชะโนดแล้ว เห็นว่าไม่ใช่ไม้หวงห้าม เพราะเป็นต้นมะม่วง หากเราไม่ตัดทางชาวบ้านก็ไม่มีพื้นที่ขายพานบายศรี แต่ชาวบ้านอีกฝั่งไปแจ้งความว่าตัดต้นไม้ในพื้นที่ นสล.

ทางชาวบ้านเราพร้อมชี้แจงข้อมูลเบื้องลึกถึงสาเหตุการตัดต้นไม้ครั้งนี้ ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านจริงๆ อยากให้ยุบทั้งสองกลุ่มเลยแล้วมาจัดตั้งใหม่ อยากให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดฯ มาเป็นตัวกลางเจรจาพูดให้ในเรื่องนี้ด้วย

นางอรัญญา กล่าวอีกว่า สำหรับที่มาที่ไปที่คณะกรรมคำชะโนดเป็นผู้นำชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้านในตอนนี้ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อนคำชะโนดบริหารเองโดยชาวบ้านบ้านโนนเมืองเอง แต่มีปัญหากันเอง ชาวบ้านบางกลุ่มจึงไปร้องต่อทางอำเภอฯ ทางอำเภอจึงแต่งตั้งให้กำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตต.บ้านม่วง มาเป็นกรรมการคำชะโนดจนถึงปัจจุบัน มีการจัดระเบียบคำชะโนด

นางอรัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนบริเวณพานบายศรีหน้าทางเข้าเกาะฯ ก็ให้อภิสิทธิ์ชาวบ้านโนนเมืองเข้ามาขาย แต่ก็เกิดปัญหาแยกเป็น 2 กลุ่ม ส่วนกระแสความวุ่นวายของคำชะโนดตอนนี้ชาวบ้านพากันส่ายหัวมีปัญหาไม่จบสิ้น

โดยกลุ่มที่ไปร้องเรียนนายรณรงค์เป็นกลุ่มคนที่ชาวบ้านมองว่าเสียผลประโยชน์ ต้องการเข้ามามีอำนาจ อยากบริหารจัดการคำชะโนดเอง ไม่อยากให้กำนันผู้ใหญ่บ้านเข้ามาบริหาร เคยร้องเรียนหลายครั้งแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน