เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการติดตามกลไกการปกป้องคุ้มครองสัตว์ เปิดเผยถึงรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการปัญหาลิงในพื้นที่วิกฤต ซึ่งคณะอนุกรรมการร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาวิจัยในมิติต่างๆ มาต่อเนื่อง พบปัญหาพิพาทระหว่างคนกับลิง รวมทั้งความเดือดร้อนรำคาญที่เกิดจากลิงในปัจจุบัน ได้แผ่ขยายไปหลายพื้นที่มากกว่า 50 จังหวัด แต่ในพื้นที่ที่ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตและจำเป็นต้องแก้ไขทันทีมีอยู่ 12 จังหวัด ได้แก่ จ.ลพบุรี จ.กระบี่ จ.ชลบุรี จ.ตรัง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี จ.ภูเก็ต จ.มุกดาหาร จ.สตูล จ.สระบุรี จ.อำนาจเจริญ และเขตบางขุนเทียน กทม. ซึ่งในรายงานฉบับนี้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ 9 กลยุทธ์ และกิจกรรมหลักในด้านต่างๆ ที่แต่ละจังหวัดต้องเร่งรัดดำเนินการตามสภาพปัญหา ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนสุขใจ ลิงปลอดภัย อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน”
พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า แม้ว่าลิงจะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ แต่การแก้ไขปัญหาลิงมีความจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการจากการทุกภาคส่วน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2559 เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ปัญหาลิงที่จ.ลพบุรีเป็นแห่งแรก ซึ่งคณะอนุกรรมการร่วมกับทุกหน่วยจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการปัญหาลิงในจ.ลพบุรีอย่างยั่งยืน และส่งมอบแผนให้ผู้ว่าฯลพบุรี เพื่อนำไปขับเคลื่อนตั้งแต่ 24 เม.ย.2560
“จากการศึกษาเพิ่มเติมของคณะอนุกรรมการ พบปัญหาพิพาทระหว่างคนกับลิงนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในจ.ลพบุรีเท่านั้น แต่กระจายไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งพื้นที่ที่อยู่ในภาวะวิกฤตกระจายตัวอยู่ใน 12 จังหวัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนเดือดร้อนรำคาญจากลิง ทั้งจากการที่ลิงทำร้ายร่างกายและแย่งชิงทรัพย์สิน หรือบุกเข้าไปยังบ้านเรือน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งของเครื่องใช้ บางส่วนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนที่เคยอยู่อาศัยหรือทำมาค้าขาย นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังคงกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์สู่มนุษย์ โดยเฉพาะจากการสัมผัสและการอยู่ใกล้ชิดกับลิง ขณะเดียวกันก็มีลิงเป็นจำนวนไม่น้อยที่มักจะได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำร้ายจากผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ถือเป็นข้อพิพาทระหว่างคนและลิงที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนทั้งสิ้น” พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวด้วยว่า จากการสำรวจของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯจนถึงขณะนี้ พบมีลิงอยู่ไม่น้อยกว่า 1 แสนตัว โดยลิงแสมเป็นลิงที่สร้างปัญหารบกวนประชาชนมากที่สุด เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ลิงและคนเริ่มมีข้อพิพาท สืบเนื่องากที่อยู่อาศัยตามตามธรรมชาติเดิมของลิงถูกรุกล้ำหรือคุกคาม โดยเฉพาะการสร้างที่อยู่อาศัยหรือเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ในรูปแบบต่างๆ บางพื้นที่เป็นลักษณะพื้นที่ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติเดิมของลิงถูกล้อมรอบหรือทับซ้อนด้วยพื้นที่ของชุมชน มีผลทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีอาหารตามธรรมชาติเพียงพอ ลิงต้องเข้าไปในชุมชนเพื่อหาอาหาร มีการเข้าไปรื้อหรือทำลายทรัพย์สินในบ้านเรือน หรือบางครั้งก็ทำร้ายคนด้วย โดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีการให้อาหารลิงจนทำให้พฤติกรรมของลิงเบี่ยงเบนไป
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่วิกฤตทั้ง 12 จังหวัดดังกล่าว คณะอนุกรรมการนำเสนอยุทธศาสตร์สำคัญขึ้น 3 ยุทธศาสตร์ เพื่อใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการให้ได้ผลโดยเร็ว ได้แก่ ยุทธศาสตร์บริหารจัดการลิง ยุทธศาสตร์บริหารจัดการถิ่นที่อยู่อาศัยของลิง และยุทธศาสตร์บูรณาการแก้ปัญหาลิง โดยแต่ละยุทธศาสตร์จะประกอบด้วยกลยุทธ์และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การควบคุมประชากรลิงด้วยการทำหมัน การฟื้นฟูระบบนิเวศเดิมให้ลิงสามารถอยู่ได้ในถิ่นฐานเดิม การจัดทำฐานข้อมูลดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพลิง รวมทั้งการนำองค์ความรู้ในการลดปัญหาและข้อพิพาทเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและนำไปปฏิบัติ เช่น การให้อาหารลิงในพื้นที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น
“สำหรับแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างนิคมลิง เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับลิงบางส่วนที่จำเป็นต้องย้ายออกมาจากพื้นที่ ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่จำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เนื่องจากจำนวนลิงที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้กับชุมชนได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเป็นเงาตามตัว การย้ายลิงบางส่วนออกไปไว้ในนิคมลิงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจำนวนลิงส่วนเกินและลิงที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว สร้างปัญหาความเดือดร้อนหรือมีข้อพิพาทกับประชาชน โดยก่อนการโยกย้ายจะทำหมันและพิจารณาเกี่ยวกับสวัสดิภาพลิงอย่างรอบด้าน”พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้จ.กระบี่ จ.ตรัง จ.สตูล จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชลบุรี และจ.ภูเก็ต มีเกาะตามธรรมชาติที่อยู่ห่างไกลชายฝั่งรวม 191 เกาะ ซึ่งต้องพิจารณาเกี่ยวกับปัจจัยความพร้อมของระบบนิเวศที่ลิงจะสามารถอยู่อาศัยได้โดยด่วน โดยพิจาณาทั้งในเรื่องของพืชอาหาร แหล่งน้ำ แหล่งหากินทางทะเลและปัจจัยคุกคามการดำรงอยู่ของลิงอันเกิดจากมนุษย์และสัตว์ป่า ซึ่งจ.ภูเก็ตได้ศึกษาเสร็จสิ้นไปแล้ว 5 เกาะ ได้แก่ เกาะงำ เกาะปายู เกาะมาลีหรือมะลิ เกาะแพ และเกาะทะนาน ส่วนที่จ.สตูลก็สำรวจแล้วที่เกาะโกยใหญ่ โดยเกาะทุกแห่งที่ผ่านการสำรวจแล้วสามารถนำไปสร้างนิคมได้ ขณะที่จ.ลพบุรีซึ่งไม่มีพื้นที่เกาะก็ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้พื้นที่บริเวณเขาพระยาเดินธง เขาสมโภชน์ และเขาเอราวัณ เพื่อสร้างเป็นนิคมลิง
