จากกรณีสภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พา น.ส.รัตนา วิชาศรี อายุ 25 ปี ไปจี้จุดบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ภายในปั๊มน้ำมัน ริมถนนมิตรภาพ บ้านเกิ้ง ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น หลังถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ชิงรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีดำ ทะเบียน ขจ 2151 ขอนแก่น กระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าคนร้ายคือ นายนนท์นริศ เนตรประชา อายุ 35 ปี ชาวต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม และ น.ส.พรศิริ เพ็งไร่ขิง ซึ่งเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วในพื้นที่ จ.นครปฐม อ่านข่าว : อุตส่าห์ช่วย! สาวอาสาขับรถไปส่ง “พ่อแม่ลูกพิการ” กลับถูกปืนจี้ชิงเก๋งขับหนี
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 พ.ค. พ.ต.อ.จำรัส จันแดง ผกก.สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พร้อมพนักงานสอบสวนได้นำตัวนายนนท์นริศ และน.ส.พรศิริ สองสามีภรรยาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ภายในสถานีบริการน้ำมันริมถนนมิตรภาพ บ้านเกิ้ง ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ หลังผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ลงมือก่อเหตุชิงทรัพย์รถเก๋งของน.ส.รัตนาก่อนหลบไปแล้วถูกตำรวจจับได้ที่จ.มหาสารคาม
โดยจุดแรกตำรวจได้นำไปชี้จุดที่บริเวณห้องน้ำ ซึ่งผู้ต้องหาได้มาล้างโคลนออกจากเสื้อผ้า หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ได้ชิงทรัพย์มาจากจ.นครปฐม เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ตกร่องกลางถนน จากนั้น ผู้ต้องหาได้มานั่งรอที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนที่จะเห็นผู้เสียหายเดินออกมา จึงขอความช่วยเหลือเพื่อไปส่งสถานีขนส่ง จากนั้น ได้ขึ้นรถยนต์ก่อนที่จะใช้อาวุธปืนลูกซองสั้น ไทยประดิษฐ์จี้ชิงรถยนต์พร้อมทรัพย์มีค่าในรถของน.ส.รัตนา ที่บริเวณจุดกลับรถที่เลยสถานีบริการน้ำมันออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วหลบหนีไป
นายนนท์นริศ ผู้ต้องหาสารภาพว่า ตนเองทำไปเพราะต้องการนำรถ เพื่อไปส่งลูกของตนเอง ที่ได้รับบาดเจ็บหลังจากรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ ได้เกิดอุบัตอเหตุพลิกคว่ำ ที่อ.โนนศิลา ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้วิธีใดจึงได้ใช้การชี้ชิงรถยนต์ผู้เสียหายภายในสถานีบริการน้ำมัน
พ.ต.อ.จำรัส กล่าวว่า จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาโดยเฉพาะนายนนท์นริศ ถูกตำรวจ จ.นครปฐมออกหมายจับในคดีลักทรัพย์นายจ้างมาก่อน และคดีชิงทรัพย์รถฟอร์จูนเนอร์คันที่ประสบอุบัติเหตุ คาดว่าจะนำรถฟอร์จูนเนอร์ที่ต้องการประสงค์ต่อทรัพย์ แต่มาประสบอุบัติเหตุก่อน เบื้องต้นตำรวจได้แจ้ง 3 ข้อกล่าวหากับสองสามีภรรยา คือ ข้อหาร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธปืน, มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไป ในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร




