จี้รัฐบาลพิสูจน์ดีเอ็นเอ ศพลูกเรือประมงไทย ในหมู่เกาะอินโดนีเซีย หลังพบหลุมศพอีกอื้อ
ศพลูกเรือประมงไทย – เมื่อวันที่ 28 ก.ย. นายสมบูรณ์ ไตรศิลานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) ในฐานะหัวหน้าคณะช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยในประเทศอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่เกาะเบนจิน่า ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อร่วมพิธีฌปนกิจศพและนำกระดูกนายสมเกียรติ สีเมืองโขง ลูกเรือประมงไทยที่เสียชีวิต และถูกฝังอยู่บนเกาะกลับคืนครอบครัวในประเทศไทย ว่าในบริเวณสุสานที่ฝังศพนายสมเกียรตินั้น
พบหลุมฝังศพอีกจำนวนหนึ่ง แต่ไม่รู้เท่าไหร่ เพราะมีหญ้าขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด ซึ่งป้ายบางส่วนระบุชื่อว่าเป็นคนไทยแต่ยังไม่สามารถทราบชัดว่าเป็นคนไทยจริงหรือไม่ เพราะชื่อที่ป้ายอาจไม่ตรงกับชื่อผู้เสียชีวิตเช่นเดียวกับนายสมเกียรติ ซึ่งป้ายหน้าหลุมศพระบุตามซีแมนบุคว่าเป็นคนกัมพูชาแต่เมื่อตรวจสอบดีเอ็นเอแล้วคือคนไทย ดังนั้นต้องพิสูจน์ศพเหล่านี้ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ
นายสมบูรณ์ กล่าวถึงการคุ้มครองแรงงานในภาคประมงว่า ในอดีตก่อนปี 2557 กสร.ยังคุ้มครองได้น้อย เพราะพนักงานตรวจแรงงานไม่มีเรือออกไปตระเวน ซึ่งการกระทำผิด เช่น ค้ามนุษย์ มักทำผิดกันอยู่กลางทะเล แต่พอเรือมาจอดเมื่อมาถึงฝั่งไม่พบการกระทำผิด
อย่างไรก็ตามหลังจากรัฐบาลเข้มงวด ประกอบกับมีการแก้ไขกฎกระทรวง เรื่องการทำงานในภาคประมงทะเล ซึ่งกำหนดทั้งในเรื่องค่าจ้างที่ต้องจ่ายเข้าบัญชีทุกเดือน และลูกจ้างต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี นอกจากนี้ยังออกระเบียบกรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานได้ปฏิบัติเมื่อพบการกระทำผิด รวมทั้งประสานกับหน่วยงานที่มีเรือร่วมกันออกตรวจ ทำให้ระยะหลังสภาพการจ้างดีขึ้นมาก
“เรากำลังผลักดันให้ออก พ.ร.บ.แรงงานบังคับ เพื่อปิดช่องว่างของ พ.ร.บ.การค้ามนุษย์ และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เช่น เจ้าของสถานประกอบการไม่ยอมจ่ายเงินเดือนยาวนาน เพราะต้องการดึงตัวลูกจ้างไว้ แต่เขาไม่ได้ทำผิดกฏหมายค้ามนุษย์ แต่ควรมีการลงโทษมากกว่าในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน”รองอธิบดีกสร.กล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.สรร มั่นเมืองรยา ช่วยราชการคณะทำงานต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ซึ่งร่วมลงพื้นที่เกาะเบนจิน่าในครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า รู้สึกเห็นใจลูกเรือประมงที่ถูกหลอกมาทำงาน และเสียชีวิตซึ่งถูกฝังบนเกาะเบนจิน่า อย่างไรก็ยังไม่สามารถยืนยันความชัดเจนของผู้เสียชีวิตได้ เพราะมีข้อจำกัดเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบในเชิงลึกได้ เพราะเป็นพื้นที่ของอินโดนีเซีย หากต้องการข้อมูลในเชิงลึกก็ต้องประสานงานกับเขาก่อน
“ผมคิดว่าที่ควรทำเร่งด่วนคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมากั้นหรือล้อมสุสานไว้ก่อน เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตรงนี้เป็นหลักฐานสำคัญ”พ.ต.อ.สรร กล่าว
ด้าน น.ส.ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน(LPN) กล่าวว่าขณะนี้ผู้ประกอบการเรือประมงไทย ยังมีความหวังว่าจะกลับมาได้สัมปทานประมงในอินโดนีเซียอีกครั้ง ขณะที่ปัญหาเดิมๆยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งลูกเรือนับพันที่ถูกหลอกมาทำงาน และลูกเรือนับร้อยที่มาเสียชีวิต
ซึ่งศพของพวกเขายังคงถูกฝังอยู่ตามเกาะต่างๆ และไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศลตามประเพณี ดังนั้นทำอย่างไรถึงทำให้เกิดระบบธรรมาภิบาลเพื่อคุ้มครองคนในเรือให้ได้จริง โดยตอนนี้มีการเอาเรือไทยไปทาสีใหม่แล้วจดทะเบียนเปลี่ยนสัญชาติประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไทยเข้มงวดขึ้น แต่กลับมาหากินในรูปแบบเดิมๆเหมือนอาชญากรรมข้ามชาติ
น.ส.ปฏิมา กล่าวต่อว่า หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวก็จะอยู่ยาก ถ้ายังคิดแต่แสวงหาผลประโยชน์หรือกำไรสูงสุด แม้บางครั้งจะจับขั้วการเมืองในประเทศ หรือระหว่างประเทศได้เพราะปัจจุบันผู้บริโภคฉลาดและไม่ต้องการบริโภคสินค้าที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและทำร้ายคน ไม่ใช่ว่าจับปลาได้เยอะแล้วจะขายได้
“การเดินทางลงพื้นที่เบนจิน่าในครั้งนี้ บริษัทด้านประมงยังมีอิทธิพลมากล้น โดยบอกว่าจะเอาศพกลับประเทศไทยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขาแม้ว่าพื้นที่สุสานจะเป็นของชุมชน ที่สำคัญคือภาระในการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตครั้งนี้กลับเป็นหน้าที่ของคนอื่นที่มาช่วยเหลือกันแทนที่จะเป็นหน้าที่ของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากลูกเรือ”ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล น.ส.ปฏิมา กล่าวว่า ต้องยอมรับก่อนว่าการเสียชีวิตและสูญหายของลูกเรือประมงครั้งนี้ เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของธุรกิจประมง ควรมีการตรวจสอบคนที่สูญหายและพิสูจน์ทราบสำหรับคนที่เสียชีวิต อย่างน้อยเพื่อชดเชยให้ผู้ที่สูญเสีย เพราะยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก

