ถึงคิวป่าตอง! ลุยซอยบางลาจับแบรนด์เนมเก๊ ยึด 5 หมื่นชิ้นราคากว่า 100 ล้าน
วันที่ 26 ต.ค. พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี รรท.ผบช.ภาค 8 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. พล.ต.ต.วันชัย เอกพรพิชญ์ รอง ผบช.ภาค8 พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผอ.กองคดี 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถึงคิวป่าตอง! ลุยซอยบางลาจับแบรนด์เนมเก๊ ยึด 5 หมื่นชิ้นราคากว่า 100 ล้าน
จากการตรวจค้นทั้ง 28 จุด สามารถยึดของกลางได้กว่า 5 หมื่นชิ้น มีทั้ง แว่นตา กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เข็มขัด นาฬิกาแบรนด์เนม มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท พร้อมผู้ต้องหาชาวต่างด้าว โดยกล่าวหาว่า เสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร ตามชพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจาทั้งปรับ
พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า ตลาดป่าตอง จ.ภูเก็ต เป็นสถานที่ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาจับจ่ายซื้อสินค้าและมีการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า จึงบูรณาการกำลังเข้าทลายแหล่งจำหน่ายสินค้าจุดเป้าหมาย ซึ่งจะได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
ด้านพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก กลุ่มผู้ค้าต่างๆได้อาศัยช่องว่างในการนำตราหรือโลโก้สินค้า โดยเฉพาะแบรนด์เนมต่างๆ มาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และลอกเลียนแบบ ทำให้นักท่องเที่ยวหรือผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ปัจจุบันรัฐบาลไทยและประเทศไทยได้รับการยกเลิกการเป็นประเทศที่ถูกเฝ้าเมองเป็นพิเศษจากประเทศสหรัฐอเมริกา และสถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ดีขึ้น การเดินหน้าปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ และการคุ้มครองลิทธิบัตรต่างๆ ต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
“การดำเนินการครั้งนี้ถือว่ามีปริมาณมาก แต่ส่วนหนึ่งแล้วต้องเข้าใจว่าพ่อค้าแม่ค้าต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่าในพื้นที่ต่างๆที่มีการจับกุมไปแล้ว ทั้งที่เกาะสะมุย พัทยา นครราชมีมา และกรุงเทพฯ ที่เดินทางไปจับกุมทุกจุดเลิกโดยเด็ดขาด พร้อมกันนี้ยังได้มีการสร้างความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าให้ขายสินค้าประเภทอื่นที่มีคุณภาพหรือสินค้าพื้นเมืองแทน ส่วนของบุคคลต่างด้าวได้มีการกำหนดวันสิ้นสุดไปแล้วว่า โอเวอร์เตย์ต้องเป็นศูนย์ การแจ้งบังคับกฎหมายตามมาตรา 38 และต้องเข้าระบบทั้งหมด ซึ่งการปราบปรามในครั้งนี้คนไทยจะต้องมีที่ยืน”