กทม. พร่องน้ำในคลองสายหลักรับมือน้ำท่วมจากฝนตก หนัก และระดับน้ำเจ้าพระยาที่สูงขึ้นตลอดเวลา พายุฝนกระหน่ำทั่วเมืองชลบุรี เกิดฟ้าผ่าองค์พระใหญ่สูงเท่าตึก 10 ชั้น ประกอบกับน้ำซึมเข้าเนื้อปูนองค์พระจนรับน้ำหนักไม่ไหวพังครืนเสียหายทั้ง องค์ สำนักชลประทานชัยนาทคาดแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงขึ้นอีกเกือบเมตร เพราะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ชาวอ่างทองผวาตลิ่งเจ้าพระยาทรุดตัวหลังฝนตกหนัก

เมื่อ วันที่ 20 ก.ย. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ภาวะฝนตกหนักในระยะนี้ ส่งผลให้เกิดน้ำไหลหลากและดินสไลด์ใน 4 จังหวัด รวม 11 อำเภอ 49 ตำบล แยกเป็น จ.สุโขทัย น้ำจากแม่น้ำยมล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง สวรรคโลก ศรีสำโรง และกงไกรลาศ รวม 20 ตำบล 136 หมู่บ้าน 26 ชุมชน ประชาชนได้รับผล กระทบ 4,618 หลังคาเรือน ถนน 25 สาย ตลิ่ง 4 แห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 40,703 ไร่ ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ

จ.พะเยา น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ดอกคำใต้ และภูกามยาว รวม 15 ตำบล ปัจจุบันระดับน้ำในพื้นที่ อ.เมือง ลดลงแล้ว ส่วน อ.ภูกามยาว และอ.ดอกคำใต้ ระดับน้ำทรงตัว จ.แม่ฮ่องสอนเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ปางมะผ้า และปาย รวม 8 ตำบล ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว จ.พิษณุโลก น้ำจากแม่น้ำยมไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ อ.บางระกำ ประชาชนได้รับผลกระทบ 500 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 2,800 ไร่ บ่อปลา 4 บ่อ ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำทางการเกษตร

นายฉัตรชัยกล่าวอีกว่า จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย ขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลาง แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ร่องมรสุมมีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ทาง ปภ.จึงได้แจ้ง 21 จังหวัด แยกเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา ภาคกลาง 12 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ราชบุรี สมุทร สงคราม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนคร ศรีอยุธยา และนครปฐม รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ที่ศาลาว่าการกทม. นายสมพงษ์ เวียงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. เปิดเผยว่า เรดาร์กทม.ตรวจพบร่องมรสุมพาดผ่านพื้นที่กรุงเทพฯ ส่งผลทำให้อาจเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจมีผลกระทบกับการเดินเรือในคลองแสนแสบ กทม.จำเป็นต้องพร่องน้ำในคลองสายหลักออกในช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาอันเกิดจากน้ำท่วมขัง และปริมาณน้ำสูงจากแม่น้ำเจ้าพระยา

วันเดียวกัน นางฐิติรัตน์ สมใจ สมาชิกพุทธสมาคม เผยว่า เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักมากในพื้นที่ จ.ชลบุรี เกิดฟ้าผ่าลงที่องค์พระพุทธสันติ อภิมหาสิริมงคลชัย ภายในศูนย์ปฏิบัติธรรมสินสันติสุข พุทธสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ม.2 ต.นาป่า อ.เมืองชลบุรี ประกอบกับน้ำฝนซึมลงไปอยู่ในเนื้อปูนจำนวนมาก ส่งผลให้พระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 18 เมตร สูง 24 เมตร เทียบเท่าตึก 10 ชั้น พังถล่มลงมาเสียหายจนหมด ส่วนพระเศียรไปฟาดกับกำแพงของโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงเสียหาย ไปด้วย เหลือเพียงฐานเท่านั้น เมื่อพุทธศาสนิกชน ทราบข่าวพากันโศกเศร้า เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่เคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก

ส่วนที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ชาวบ้านในพื้นที่ ม.4 ต.บางเสด็จ ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฝ้าจับตาดูตลิ่งริมแม่น้ำ ที่เกิดทรุดตัวเป็นวงกว้าง หลังเกิดฝนตกหนักตลอดคืน ที่ผ่านมา ประกอบกับน้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงทำให้ตลิ่งซึ่งทรุดตัวอยู่แล้วทรุดตัว เพิ่มลงไปอีก ชาวบ้านเกรงว่า หากตลิ่งทรุดตัวมากเพิ่มยิ่งขึ้นอาจจะทำให้บ้านเรือนที่อยู่ติดกับแม่น้ำถูก ดินที่อ่อนตัวทรุดลงสร้างความเสียหายให้กับตัวบ้านได้ จึงอยากจะให้หน่วยงานรีบเร่งเข้าไปช่วยเหลือ เช่นเดียวกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใน ม.3 ต.บางเสด็จ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร มีบ้านเรือนบางหลังเริ่มทรุดตัวลงแม่น้ำแล้วบางส่วน

นาย ฎรงศ์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ออกหนังสือถึงผู้ว่าราชการ 7 จังหวัด ประกอบด้วย อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดชัยนาท แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับที่ 3 เนื่องจากปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ที่สถานีวัดน้ำ ซี 2 เพิ่มสูงขึ้น (1,317 ลบ.ม.ต่อวินาที) ประกอบกับมีปริมาณฝนตกกระจายตัวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 16.10 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 900 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 50 ลบ.ม.ต่อวินาที และคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 1,000-1,100 ลบ.ม.ต่อวินาที จะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้า พระยา อ.สรรพยา ถึง ต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง ต.รางจระเข้ ต.สามกอ ต.บ้านโพธิ์ ต.บ้านแพน และต.บางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งบริเวณท้ายแม่น้ำน้อย คาดว่าจะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 50-70 ซ.ม.

เช่นเดียวกับที่ ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน ลานหอย จ.สุโขทัย มีน้ำป่าไหลหลากจาก เทือกเขาเหนืออ่างเก็บน้ำ ทะลักท่วมถนนสายหลักสุโขทัย-ตาก สูง 20-30 ซ.ม. เป็นทางยาวเกือบ 1 ก.ม. นอกจากนั้นยังท่วมพื้นที่ของร.พ.บ้านด่านลานหอย วัดสังฆาราม โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราว รวมถึงสภ.บ้านด่านลานหอย และที่ว่าการอำเภอบ้านด่านลานหอย มีน้ำท่วมสูง 30-50 ซ.ม. เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำกว่าถนน ด้านนายปิติ แก้วสลับสี ผวจ.สุโขทัย เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือน้ำท่วม หลังกรมอุตุฯ แจ้งเตือนว่า มวลน้ำก้อนใหญ่ จาก จ.พะเยา และจ.แพร่ จะถึงพื้นที่ จ.สุโขทัย ใน 1-2 วันนี้

สถานการณ์น้ำท่วมใน พื้นที่ จ.พิษณุโลก ยังคงมีหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการผันน้ำจากแม่น้ำยม จ.สุโขทัย ลงมายังแม่น้ำยมสายเก่าทางด้าน จ.พิษณุโลก โดยที่บ้านแม่ ระหัน ม.10 ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก น้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าหรือคลองเมม เอ่อล้นตลิ่งและไหลเข้าท่วมพื้นที่ต่ำที่เป็นนาข้าวอายุ 10-70 วัน เสียหายประมาณ 4,500 ไร่ เป็นเวิ้งน้ำกว้างเหมือนทะเลสาบ มีระดับความลึก 1 เมตร ถนนที่เชื่อมกับบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมขังจนต้องใช้เรือสัญจรแทนรถ

วันเดียวกัน นายพิษณุ เสนาวิน รอง ผวจ.พิจิตร พร้อมนายวิเชียร จูทอง นายอำเภอวังทรายพูน นายบุญเลิศ ศิริษา ป้องกันจังหวัดพิจิตร นำคณะไปเจรจากับชาวบ้าน ต.หนองปลาไหล อ.วังทรายพูน และชาวบ้าน ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก ที่อยู่คนละฝั่งของฝายน้ำล้นที่เกิดพิพาทกัน เนื่องจาก อบต.วังทับไทร เสริมคันฝายน้ำล้นฝั่ง ต.วังทับไทร สูงมาก จนชาวบ้าน ต.หนองปลาไหล เกรงว่าน้ำส่วนเกินจะไหลท่วมนาข้าวและสวนมะม่วงกว่า 500 ไร่ ต้องใช้เวลาเจรจานานกว่า 1 ช.ม. อบต.วังทับไทร จึงยอมรื้อคันดินที่ต่อเติมออก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน