40 องค์กรสิทธิ ทำจดหมายเปิดผนึกถึง ประธาน สนช. จี้เร่งแต่งตั้ง กรรมการสิทธิ

วันที่ 14 ธ.ค. องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชน 40 องค์กร และบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน 40 คน ทำจดหมายเปิดผนึก ถึงประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่อง การตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ความาว่า

ตามที่สนช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งแต่เดือนก.ย.61 โดยกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน คือวันที่ 6 พ.ย.61

ต่อมาคณะกรรมาธิการสามัญฯ ขอขยายเวลาการตรวจสอบประวัติฯ ครั้งที่ 1 ไปอีก 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 4 พ.ย.61 และล่าสุดขอขยายเวลาการตรวจสอบประวัติฯ ครั้งที่ 2 อีก 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 ม.ค.62 นั้น

องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชน และบุคคลที่มีรายนามท้ายจดหมายนี้ ขอเสนอความเห็นและข้อเสนอมายังท่าน เพื่อการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมและสมควรได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และมีอาณัติในการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 มีอำนาจหน้าที่หลักในการตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งเสนอแนะการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือคำสั่งใดๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงการเสริมสร้างทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น บุคคลที่เหมาะสมจะได้รับการคัดเลือกจากการสรรหาให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงต้องเป็นผู้มีความรู้ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ ในด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง การจัดทำรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การเสนอแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนเชิงระบบทั้งการปรับปรุงนโยบาย หรือกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีในการปฏิบัติตามให้เป็นไปตามหลักการดังกล่าว

2.บุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกจาก สนช.ให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกจากมีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แล้ว บุคคลดังกล่าว ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 10 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 ด้วย

กล่าวคือ พิจารณาลักษณะต้องห้ามทั้ง 25 อนุมาตรา ตามมาตรา 10 เป็นเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งประเด็นที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติควรพิจารณานั้น คือ ลักษณะต้องห้ามที่สำคัญที่อาจถือว่า บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อนั้น เป็นผู้มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือ เป็นผู้มีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแจ้งชัด

เช่น เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ หรือเป็นผู้นิยมใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือกับผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ขัดแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามอาณัติที่ได้รับในการเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

ส่วนพฤติกรรมหรือลักษณะใดเป็นลักษณะต้องห้ามที่เป็นที่ถกเถียงกันในทางสื่อมวลชนนั้น เช่น ตาม (17) เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน นั้น ไม่อยู่ในลักษณะต้องห้ามที่ควรนำมาเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณามิให้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะเหตุว่า ลักษณะต้องห้ามนี้ หมายถึง บุคคลดังกล่าวต้องเป็นผู้ถูกศาลพิพากษาจำคุกและผู้นั้นต้องได้รับโทษจำคุกจริง

ดังนั้นแม้ศาลพิพากษาให้จำคุกแต่โทษจำคุกให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้ก่อน จึงมิใช่เป็นการต้องคําพิพากษาให้จําคุก เพราะผู้นั้นไม่ได้ถูกจำคุกจริง ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 36/2542 จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นอกจากนี้พฤติกรรมอื่นๆ เช่น การมีประสบการณ์เป็นผู้คัดค้านโทษประหารชีวิตก็ดี การเสนอให้มีการปฏิรูปตำรวจก็ดี หรือการมีคู่ชีวิตเป็นสื่อมวลชนก็ดี ล้วนไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ที่จะนำมาเป็นเหตุมิได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยเช่นกัน

ผู้ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ สนช.กำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอื่นในการพิจารณาคัดเลือกให้ได้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมาจากภาคประชาชนหรือภาครัฐ

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสหประชาชาติว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติ หรือหลักการปารีส ที่ว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรมาจากบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพและความเชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนที่หลากหลาย และต้องมีผู้แทนภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย

ด้วยหลักการและเหตุผลข้างต้น องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรสิทธิมนุษยชนจึงมีข้อเสนอแนะ ต่อท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ตามคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) – (5) และ มาตรา 10 (1) – (25) แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2560 เป็นเกณฑ์

เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานในการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับหลักการสากล และควรคัดเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยเร็ว เพื่อให้ได้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนต่อไป

องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชน และบุคคลที่มีรายนามท้ายจดหมายนี้ มีความเชื่อมั่น ว่าการดำเนินการตามหลักการและข้อเสนอแนะดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ประชาชนไทย และกลไกการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระดับสากลในทุกภูมิภาคของโลก มีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากขึ้นเท่านั้น

แต่จะทำให้ประเทศไทยมีความสง่างามในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 และมีกลไกปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่พร้อมจะทำงานร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกด้วย

รายชื่อองค์กร และประชาชนท้ายแถลงการณ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน