ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.ปัตตานี กับความหวัง‘สันติสุข’ปลายด้ามขวาน
สัมภาษณ์ : ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผวจ.ปัตตานี กับความหวัง ‘สันติสุข’ ปลายด้ามขวานก่อนที่ นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ จะมานั่งเก้าอี้ ผวจ.ปัตตานี เคยทำงานในหน้าที่รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาก่อน และคุ้นเคยกับพื้นที่ในเขตชายแดนใต้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงวัยหนุ่มเคยเป็นปลัดอําเภอช่วยราชการ ศอ.บต.ในปี 2549 ปีถัดมาเป็นนายอำเภอยะหริ่ง ปี 2554 เป็นนายอำเภอเมือง จ.ปัตตานี และในปีเดียวกันยังเป็นนายอำเภอสายบุรี จึงค่อนข้างเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการของชาวปัตตานี
สโลแกนในการทำงานของ ผวจ.ปัตตานี มี 4 เรื่องคือ
“การขจัดภัยยาเสพติดเร่งเศรษฐกิจให้ฟื้นฟู สร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่ และเชิดชูคนดี”
“ข่าวสด” จึงได้สนทนากับผวจ.ปัตตานีในประเด็นเหล่านี้
ปัญหายาเสพติดในพื้นที่รุนแรงมากน้อยแค่ไหน
ผลจากการสำรวจมีผู้ติดยาประมาณ 7,000-8,000 คน ซึ่งเป็นยอดสะสมมาหลายปี ดังนั้นจะต้องไปเริ่มต้นที่การคัดแยกคัดกรองก่อน แล้วนำคนเหล่านี้มาขึ้นทะเบียนในการดูแลเรื่องยาเสพติดให้เป็นระบบมาตรฐาน โดยใช้นโยบายผู้เสพผู้ติดคือ ถือว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องไปดูแล
สำหรับแนวทางขจัดภัยยาเสพติดว่า ต้องเริ่มจากกวาดบ้านตัวเองให้น่าอยู่ หมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องโปร่งใส และไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากนั้นเคาะประตูหมู่บ้าน ใช้ยุทธศาสตร์ในด้านการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติดแบบครบวงจร โดยเน้นกิจกรรมหลักๆ คือการจัดทำค่ายเยาวชน เพื่อคัดกรองผู้เสพผู้ติดยาเสพติดในระดับอำเภอ ซึ่งมีโรง พยาบาลธัญญารักษ์ ปากน้ำ ปัตตานี รองรับ พร้อมติดตาม ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด โดยจะพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพเพื่อให้มีอนาคตมีความหวัง
มีแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
ในส่วนของสถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการส่งออก ต้องสนับสนุนให้อยู่รอดและขับเคลื่อนเพื่อขยายการลงทุน ในขณะเดียวกันจะพยายามเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของเกษตรแปลงใหญ่ ในเรื่องของสมาร์ตฟาร์มเมอร์ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่ม และส่งเสริมการจัดการของเกษตรกร
ส่วนระดับล่างสุดคือระดับครัวเรือน จะส่งเสริมครัวเรือนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เน้นสร้างครัวเรือนให้มีวินัยโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องศาสตร์พระราชา เรื่องการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และขยายโอกาส โดยตั้งเป้าที่การดูแลผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก คนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในจังหวัดปัตตานี มีอยู่ประมาณ 100,000 คน กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ
ในการสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่เน้นในเรื่องใด
ประเด็นการสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่ นายไกรศรแจกแจงว่า จะเน้นตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการรักษาความสะอาด เรื่องจัดการขยะ เน้นการดูแลตั้งแต่การสร้างจิตสำนึกในการทิ้งขยะ การวางระบบ การป้องกันกำจัดขยะที่ถูกต้อง และใช้การมีจิตอาสาเข้ามาดำเนินการจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
พร้อมกันนั้นจะต้องสร้างวัฒนธรรมร่วมกัน ในการมีสำนึกความเป็นเจ้าบ้านที่ดี เป็นคนที่ดี เพื่อให้เห็นว่านอกจากปัตตานีมีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ แล้ว ยังมีการจัดการดีๆ ไว้รองรับแขกบ้านแขกเมือง จะใช้คำว่าชาวปัตตานีมีน้ำใจเป็นตัวหลัก ซึ่งจะขอความร่วมมือจากชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องบ้านเมืองน่าอยู่
มองว่าปัญหาความไม่สงบจะคลี่คลายได้อย่างไร
วันนี้สถานการณ์ดีขึ้น สิ่งที่ชัดว่าดีขึ้นคือ 1 เมื่อเกิดเหตุร้าย ความรุนแรงที่เกิดขึ้น คดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงจะเห็นว่าคดีที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดลดน้อยลงไป เป็นคดีที่รู้ตัวผู้กระทำผิดมากขึ้น และผู้กระทำผิด คือคนร้ายนั้นจะถูกฟ้องร้องและนำขึ้นสู่ศาลแล้วลงโทษตามมาตรการกระบวนการยุติธรรม ค่อนข้างชัดเจนเป็นระบบมากขึ้น 2.จะเห็นว่ารัฐได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการให้ข่าวสารในการดำเนินการปราบปรามต่างๆ ทำให้รู้ตัวผู้กระทำผิด แล้วนำมาสู่การลงโทษได้มากขึ้น
เรื่องของคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องภายในประเทศไทย และอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ จะไม่ได้เดินไปสู่การแบ่งแยกดินแดน นอกจากนี้ไทยเคารพมาเลเซีย และให้มาช่วยในฐานะ ผู้อำนวยความสะดวก อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงตัวแทนในการพูดคุยของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นข้อดี คือ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลที่ทำเรื่องภาคประชาสังคม ผู้เป็นโซ่ข้อกลางที่เชื่อมต่อรัฐกับ พี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ภาคประชาสังคมนักวิชาการจะได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน และร่วมกันกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปได้ด้วยดี
ขณะเดียวกันท่าทีของมาเลเซียมีความกระตือรือร้น และยึดในหลักการที่ว่าเป็นคนกลางที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่คนกลางที่มีบทบาทเรื่องไกล่เกลี่ย ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงความร่วมมือ ไทย–มาเลเซีย ให้เห็นว่าวันนี้ การพูดคุยไม่ได้อยู่แบบโคมลอย แต่เป็นความร่วมมือของการป้องกันภัยคุกคาม ด้านการก่อการร้ายระหว่าง 2 ประเทศ เพราะฉะนั้นมิติการทำงานจะกระชับ มีความสำคัญแนบแน่นผูกพันกันมากขึ้น เพราะมีเป้าหมายที่การป้องกันภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ด้วยกัน
“ผมคิดว่าเป็นทิศทางที่ดีแล้ว และเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนในการมีส่วนร่วมด้วย วันนี้การพูดคุยเดินมาถึงจุดที่ว่า แกนนำที่เข้ามาร่วมเจรจานั้นมองสังคม มองภูมิภาค มองโลกในเชิงสันติภาพมากขึ้น ในเชิงบวกมากขึ้น พวกเขามีอายุในการทำงาน มีประสบการณ์ บวกกับความมีวุฒิภาวะที่ร่วมกัน ตรงนี้จะทำให้การคลี่คลายต่างๆ สามารถตกผลึกได้เร็วขึ้น สร้างความเข้าใจกันได้มากขึ้น”
“ที่ผ่านมานั้นหลายๆ คนอาจจะใหม่กับองค์กร แล้วถูกสภาพแวดล้อมจำกัดความเคลื่อนไหว แต่วันนี้ ประสบการณ์ตลอดระยะเวลาของรัฐบาล 3-4 ปี ได้สร้างความมั่นใจ และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการพูดคุยค่อนข้างชัดเจนขึ้น และได้รับการยอมรับจากนานาชาติมากขึ้น โดยเฉพาะการยืนยันในหลักการว่านี่เป็นเรื่องของภายในประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องเดินตามกรอบรัฐธรรมนูญ”