ศาลยกฟ้อง คดีเดินต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ชาวเทพาเฮ ชัยชนะในยุคเผด็จการ
ชาวเทพาเฮ – เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ศาลจังหวัดสงขลา ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถ่านหินเทพาและชาวบ้าน ทั้ง 17 คน และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เอกชัย อิสระทะ และจำเลยที่ 3 นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์ มีความผิดฐานตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โทษปรับคนละ 5,000 บาท
ระบุว่า การเดินเท้าของทีมเดินเทใจให้เทพา เกิดเนื่องจากการได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านกินเทพา เป็นการแสดงความคิดเห็นจากการที่ไม่ได้รับการตรวจสอบจากการร้องเรียน เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ จำเลยทั้งสิบเจ็ดจึงไม่มีความผิดในข้อหาการร่วมชุมนุม
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่

ส่วนข้อหาพกพาอาวุธ และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ศาลเห็นว่า ชาวบ้านมีเพียงธงซึ่งใช้ในการถือรณรงค์ ไม่ถือเป็นอาวุธโดยสภาพ แม้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจการเบิกความว่ามีการตีทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ปรากฏว่ามีเจตนาร่วมกันทำร้าย จึงน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัว เมื่อไม่มีใครยืนยันว่าจำเลยทั้ง 17 ทำร้ายจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย และไม่เป็นการพกพา
อย่างไรก็ตามศาลวินิจฉัยว่า การเดินดังกล่าวมีการใช้ธงเป็นสัญญลักษณ์ในการแสดงออก มีการประกาศเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม จึงถือเป็นการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 จึงต้องมีการแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า ตามกฎหมาย
เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 แสดงตนในการยื่นแจ้งการชุมนุมและขอผ่อนผันในภายหลัง แต่ไม่ได้รับการผ่อนผัน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้จัดการชุมนุมแต่ไม่แจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย จึงถือว่ามีความผิดในข้อหานี้
ศาลพิพากษายกฟ้องจำลยที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 17 ทุกข้อหา ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 โดยปรับเป็นเงินคนละ 5,000 บาท ในข้อหาเป็นผู้จัดการชุมนุมแต่ไม่แจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย ส่วนข้อหาอื่นให้ยก
- ด่วน! ให้ประกันแล้ว 15 แกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
- กลุ่มค้านถ่านหินจวกเละ กอ.รมน.ภาค 4 ออกหน้าเชิญสื่อทำข่าวหนุนโรงไฟฟ้า ทั้งที่ต้องเป็นกลาง
หลังมีคำพิพากษา เครือข่ายเทใจให้เทพา หยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ออกแถลการณ์ เรื่อง การประกาศชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชน ในยุคอำนาจเผด็จการ ความว่า ผลการพิจารณาคดีเทพาได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 27 พ.ย.60 ในคราวที่ท่านเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จ.สงขลา
จนนำไปสู่เหตุการณ์สลายการชุมนุม และจับกุมพวกเราทั้ง 17 คน เพื่อดำเนินคดี ด้วยการตั้งข้อกล่าวหาถึง 4 ข้อหานั้น ไม่ถือว่าเป็นความผิด ตามเหตุผลที่ศาลได้ตัดสินในวันนี้ อันเป็นกระบวนการยุติธรรมที่พวกเราทุกคนพร้อมยอมรับด้วยความเชื่อมั่นในเจตนาอันบริสุทธิ์ของพวกเราทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นกระบวนการ
จึงกล่าวได้ว่า ” นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชน ท่ามกลางอำนาจเผด็จการ ” ที่พยายามปิดปากและปิดกั้นการแสดงออกของพวกเราทุกทุกวิถีทาง ที่ได้ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรมในชุมชนของพวกเราเอง และถือเป็นการพิสูจน์ให้สังคมโดยรวมได้ประจักษ์ชัดขึ้นด้วยว่า “ความยุติธรรมยังมีอยู่จริง”
เสมือนเป็นการยอมรับด้วยว่าพวกเรามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะกระทำเช่นนั้นได้ แม้จะอยู่ภายใต้บริบททางสังคมและการเมืองที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยก็ตาม นอกจากนั้นแล้วกระแสของสังคมสาธารณะที่ได้ส่งแรงเชียร์และกำลังใจให้กับพวกเราตลอดเวลาที่ผ่านมา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจกับพวกเราทุกคนจากการกระทำดังกล่าว
โดยเฉพาะในคราวที่พวกเราถูกกระทำจนเกินกว่าเหตุของฝ่ายปกครอง ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่การใช้วิธีการจับกุมที่รุนแรง การจองจำด้วยเครื่องพันธนาการ และการกักขังในเรือนจำจังหวัดสงขลา จนทำให้พวกเราต้องสูญสิ้นอิสรภาพในช่วงเวลาหนึ่ง และยังปิดปากด้วยการแจ้งข้อกล่าวหาที่เกนกว่าเหตุ จนทำให้พวกเราได้รับความทุกข์ร้อนถึงกับต้องสูญเสียวิถีการดำเนินชีวิต สูญเสียอาชีพ และรายได้ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของพวกเราเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด หากแต่จะแปรเป็นพลังที่เข้มแข็งมากขึ้นหลังจากนี้
โอกาสนี้เราขอประกาศเจตนาร่วมกันว่า เราจะทวงถามความเป็นธรรมที่สูญเสียไปก่อนหน้าให้กลับคืนมาในเร็ววัน ทั้งนี้เพื่อจะสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไทย และเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อันรวมถึงรัฐบาลได้ตระหนักถึงสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนที่พวกท่านจะต้องให้การเคารพ
มิใช่เพียงแต่จะใช้อำนาจจนล้นพ้นเกินขอบเขตและไร้เหตุผลดังเช่นที่ผ่านมา พร้อมกับขอประกาศด้วยว่าเราจะยืนหยัดใช้สิทธิอันชอบธรรมนี้ปกป้องชุมชนของเราให้รอดพ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอย่างถึงที่สุด