ถึงเวลาต้องจาก! หนุ่มสั่งลาลูกหมีควาย ส่งคืนอุทยานฯ เลี้ยงจนรักไปแล้ว

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่บ้านพักกลางสวนผลไม้ ม.4 บ้านตรอกนองล่าง ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี น.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายพสวัตน์ โชติวัตพงษ์ชัย หน.สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า บางละมุง จ.ชลบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช

นำเจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมเดินทางมารับมอบ ลูกหมีควายป่ากำพร้าแม่ หลังได้รับการประสานจากนายภัทรวุธ สมพื้น หรือนิวส์ อายุ 31 ปี เจ้าของบ้าน เป็นผู้พบลูกหมีควาย อยู่ริมสวนผลไม้ ติดกับเขตอุทยานน้ำตกตรอกนอง เทือกเขาสระบาป และช่วยชีวิต เก็บมาเลี้ยงดู นานกว่า 1 ปี จากการตรวจสอบร่างกายของลูกหมีควายป่า เพื่อดูความพร้อมก่อนที่จะมีการรับมอบและเคลื่อนย้าย พบว่าลูกหมีควายตัวดังกล่าว มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีอารมณ์ นิสัยขี้เล่น ไม่มีทีท่าหงุดหงิด หรืออาการเจ็บป่วย

นายภัทรวุธ กล่าวว่า เมื่อปลายปี60 ได้เดินทางไปที่สวนผลไม้ อยู่ติดกับเขตอุทยานน้ำตกตรอกนอง จึงพบลูกหมีควายป่า เพศผู้ อายุประมาณ 1 เดือนเศษ คาดว่าน่าจะพลัดหลงกับแม่หมี จึงนำกลับมาดูแลที่บ้าน โดยขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ในสวนสัตว์ และเลี้ยงดูไว้ในบ้าน เหมือนกับเป็นสมาชิกในครอบครัว พร้อมกับตั้งชื่อว่า “เจ้าก๊วยเจ๋ง” อาหารที่กินประจำและขาดไม่ได้ คือนมแพะ กินถึงวันละ 6 – 7 กระป๋อง ส่วนอาหารโปรดคือ ข้าวผัดไข่ แตงโม และน้ำหวาน

“จนกระทั่งเลี้ยงได้ประมาณ 3 เดือนเศษ “เจ้าก๊วยเจ๋ง” ตัวใหญ่ขึ้น จึงตัดสินใจประสานขอคำปรึกษากับ นสพ.ภัทรพล หรือหมอล็อต เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในการพบเจอและเลี้ยงดูลูกหมีควาย ซึ่งเข้าใจดีว่าเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ต่อมา”หมอล็อต”จึงเป็นที่ปรึกษาที่สำคัญ คอยให้คำแนะนำและสอบถามเสมอ ตลอดเวลาที่เลี้ยงมา 1 ปี 2 เดือน รักเหมือนสมาชิกในครอบครัว ไม่เคยขังไว้ในกรง เว้นแต่ช่วงเวลานอน” นายภัทรวุธ กล่าว

นายภัทรวุธ กล่าวต่อว่า เมื่อตนออกไปปฏิบัติหน้าที่เป็นจิตอาสากู้ชีพก็จะพา “เจ้าก๊วยเจ๋ง” ออกไปทำงานด้วย จนเพื่อนร่วมงานและผู้ที่พบเห็นมองเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากลูกหมีควายตัวนี้ มีนิสัย ขี้อ้อน ขี้เล่นกับทุกคน ไม่เคยทำร้ายใคร จนมาวันนี้ตนและครอบครัวเห็นว่า ร่างกายของเขาแข็งแรงและตัวใหญ่กว่าเดิมมาก เกรงว่าพื้นที่ในบ้านจะคับแคบไป ประกอบกับอยากให้ “เจ้าก๊วยเจ๋ง” ได้ไปอยู่กับเพื่อนๆ จึงแจ้งกับหมอล็อตว่า ประสงค์จะส่งมอบให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปเลี้ยงดูต่อ เพื่อที่จะได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตในป่าอีกครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ด้าน น.สพ.ภัทรพล หรือหมอล็อต เผยว่า กรมอุทยานฯ พร้อมด้วยชุดมวลชนสัมพันธ์ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสัตว์ป่า ตามกลยุทธิ์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ป่า พร้อมรับมอบลูกหมีควาย “หมีเจ๋ง” หมีควายกำพร้าจากชาวบ้านที่ได้ดูแลช่วยเหลือจนแข็งแรง

น.สพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า ชาวบ้านได้ส่งมอบลูกหมีควาย อายุประมาณ 7 เดือน ให้กับกรมอุทยานฯ โดยถูกพบบริเวณสวนมังคุดของชาวบ้าน คาดว่าแม่หมีตายไปแล้ว จากนั้นจึงประสานงานมายังชุดมวลชนสัมพันธ์ฯ เพื่อเข้ามาตรวจสอบและให้คำแนะนำให้เป็นไปตามกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จากนั้นมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยฯ ได้ประสานมายังกรมอุทยานฯ โดยกลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จ.ชลบุรี และอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว เข้ามาดำเนินการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี และรับมอบเพื่อนำไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง และปรับพฤติกรรมก่อนนำกลับไปคืนสู่ป่าต่อไป โดยมีชาวบ้านและหน่วยงานราชการต่างไปเช่นตำรวจ ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. ร่วมเป็นสักขีพยาน

น.สพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ พร้อมด้วยชุดมวลชนสัมพันธ์ที่ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯไ ด้จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าเชิงรุก ร่วมกับมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ยังร่วมกันให้ความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสัตว์ป่าเชิงบูรณาการ ตามกลยุทธ์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่า ที่รับนโยบายมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ

โดยพูดถึงสาเหตุการออกนอกพื้นที่ของสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า กระทิง หมี ซึ่งมีหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นถิ่นอาศัยที่เปลี่ยนแปลง แหล่งน้ำแหล่งอาหารลดลง การเพิ่มขึ้นของประชากร การติดใจรสชาติของผลไม้ และการถูกรบกวนจากรถยนต์บนถนนทางหลวงเส้น 3259 โดยเฉพาะช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสของแรงสั่นสะเทือนและหูที่ดีเยี่ยม ทำให้เมื่อรถขนส่งพืชผลทางการเกษตรซึ่งมีขนาดใหญ่และก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและเสียงรบกวน รวมถึงอุบัติเหตุ

สาเหตุนี้เองที่ทำให้ช้างป่ามีการออกนอกเส้นทาง คาดว่าหากถนนทางอ้อมป่าสร้างเสร็จ จะเป็นการลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง รวมไปถึงกลิ่นหอมของพืชผลทางการเกษตรก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ช้างหรือสัตว์ป่าออกมาหากินนอกพืชที่ แนวทางแก้ไขปัญหาตามกลยุทธ์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นการลงแขกเกี่ยวข้าวก่อนช้าง หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงก่อนหรือช่วงที่ช้างป่าลงมาในพื้นที่เกษตรกรรม เช่นมังคุด ทุเรียน ลำไย ซึ่งเป็นผลิตผลที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาวบ้านในพื้นที่โดยมีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครต่างช่วยกันเก็บเกี่ยว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดขึ้น

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ร่วมตั้งวงสนทนา มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลของชาวบ้านเป็นไปอย่างเป็นกันเอง ซึ่งชาวบ้านเข้าใจถึงสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการเข้าใจและพร้อมใจที่เป็นกระบอกเสียงกระจายข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง ว่าช้างและสัตว์ป่าเหล่านี้ที่ออกมานอกพื้นที่ เป็นทรัพยากรของคนไทยทุกคน หากพบเห็นปัญหาสัตว์ป่าในพื้นที่ชุมชนให้แจ้งเจ้าหน้าที่ อย่าไล่ช้างเอง อาจทำให้เกิดอันตรายได้ เน้นหลักการ มีอะไรให้แจ้งซึ่งมีเครือข่ายแจ้งเหตุหลายช่องทาง เช่น สายด่วน 1362 ไลน์กลุ่มเจ้าหน้าที่อาสา และผู้นำชุมชน และพร้อมลงพื้นที่ปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา เช่น จัดกิจกรรมฟื้นฟูแหล่งน้ำแหล่งอาหารของสัตว์ป่า ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ตามกลยุทธิ์การอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าต่อไป” หัวหน้าฝ่ายสุขภาพสัตว์ป่าฯ กล่าว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน