เตือนภัย! แก๊งมิจฉาชีพ อ้างบริษัทดังเปิดห้องพักรีสอร์ต สุดท้ายโดนเบี้ยวเงิน

แก๊งมิจฉาชีพ

เตือนภัย! แก๊งมิจฉาชีพ อ้างบริษัทดังเปิดห้องพักรีสอร์ต สุดท้ายโดนเบี้ยวเงิน

แก๊งมิจฉาชีพ / เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นางอรสา เปี่ยมท่าน อายุ 44 ปี แม่บ้านดูแลรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

เผยกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์กลุ่มมิจฉาชีพหนุ่มสาว หลอกเชิดเงินค่าห้องพักของรีสอร์ตว่า

กลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว เดินทางเข้ามาเปิดห้องพัก เมื่อช่วงเวลาประมาณ 18.00 นาฬิกา ของวันที่ 5 พ.ค. โดยมากันจำนวน 3 คน เป็นผู้ชาย 2 คนและผู้หญิง 1 คน โดยผู้ชายซึ่งเป็นคนขับรถ ลักษณะรูปร่างผอมสูง ใส่แว่น เป็นคนมาติดต่อเปิดห้องพัก พร้อมอ้างตัวว่าเป็นพนักงานมาจากบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ต้องการเปิดห้องพักจำนวน 2 ห้อง เป็นเวลา 5 วัน

แต่จะขอชำระเงินผ่านทางการโอนเงินเข้าบัญชีของทางรีสอร์ต อ้างว่าเป็นระเบียบของทางบริษัทที่ต้องปฏิบัติ เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ตนจึงไปเปิดห้องพักจำนวน 2 ห้องให้เข้าพัก กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 นาฬิกา กลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว ได้ขับรถออกไปจากรีสอร์ตไป

จากนั้นในเวลาประมาณ 01.53 นาฬิกา ชายคนขับรถส่งข้อความการโอนเงิน โดยมีรูปแบบคล้ายสลิปการโอนเงินมาให้กับตน พร้อมอ้างว่าได้โอนเงินค่าห้องจำนวน 5,000 บาทเข้ามาให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงช่วงเช้า ตนไปตรวจสอบเงินในบัญชี ก็พบว่าไม่มีการโอนเข้ามาแต่อย่างใด จึงได้โทรศัพท์สอบถามไปยังชายคนขับรถที่เป็นคนมาเปิดห้อง

ซึ่งชายคนดังกล่าวอ้างว่า ยอดเงินจะต้องรอตัดยอดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามระเบียบปฏิบัติของบริษัท แต่เนื่องจากทางรีสอร์ตมีระเบียบที่จะต้องเก็บเงินค่าห้องพักทุกวัน ตนจึงต้องนำเงินส่วนตัวสำรองจ่ายค่าห้องให้ไปก่อนจำนวน 1,000 บาท

จากนั้นในวันที่ 6 พ.ค. เมื่อถึงเวลาจะต้องเก็บค่าห้องอีก 1 วัน ตนจึงให้พนักงานไปทวงถามค่าห้อง ซึ่งชายคนขับรถได้ยืนยันว่าในช่วงเที่ยงของวันที่ 7 พ.ค. จึงจะสามารถนำเงินที่ได้รับจากบริษัทมาชำระค่าห้องทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทได้ ตนจึงต้องนำเงินอีก 1,000 บาท สำรองจ่ายไปอีก

กระทั่งเมื่อถึงเวลานัดหมายในวันที่ 7 พ.ค. ชายคนขับรถเดินมาหาตนที่สำนักงาน บอกว่าในเวลา 12.00 นาฬิกา จะให้แฟนนำเอาเงินมาชำระให้ทั้งหมด แต่เวลาล่วงเลยไปจนถึงเวลา 13.00 นาฬิกา ก็ยังไม่ได้รับการชำระเงิน จึงตัดสินใจเดินไปหาที่ห้องและพบว่าห้องพักทั้ง 2 ห้องไม่มีคนอยู่แล้ว ส่วนรถยนต์ที่ชายคนดังกล่าวขับมาก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน ตนจึงรู้ตัวว่าถูกหลอกแน่นอน

เมื่อไปตรวจสอบภาพวีดีโอจากกล้องวงจรปิด พบว่ารถยนต์ที่กลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวขับเข้ามาจอดนั้น ไม่ได้ติดป้ายทะเบียนหน้า มีเพียงป้ายทะเบียนหลังแผ่นเดียว ตนจึงรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรลาดหญ้า

พร้อมให้ลูกชายนำเอาคลิปวีดีโอที่จับภาพของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวไว้ได้อย่างชัดเจน ไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก เพจคนเมืองกาญจน์ เพื่อเตือนภัยให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ต ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ตนต้องรับผิดชอบค่าห้องจำนวน 2,000 บาท ที่สำรองจ่ายให้กับกลุ่มมิจฉาชีพไป ซึ่งถือว่าส่งผลกระทบและสร้างความลำบากให้กับชีวิตของตน มากทีเดียว

บทความก่อนหน้านี้ဂိမ်း အော့ဖ် သရုဏ်း နဂါး တကောင်ရဲ့ ဖန်တီးမှု ကုန်ကျစားရိတ် ဘယ်လောက်လဲ။
บทความถัดไปร.10 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ คุณพลอย-คุณใหม่ และราชสกุลสวัสดิวัตน์-ยุคล