7 วันรู้ผล! ผู้ว่าฯขอนแก่น สั่งสอบครูประถมฯ ให้นักเรียน ดื่มน้ำปัสสาวะ กลั่นสมุนไพร
จากกรณีโลกออนไลน์แห่แชร์คอมเมนต์ของครูสอนเด็กประถม โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ทำน้ำปัสสาวะกลั่นสมุนไพร นำไปไว้ที่โรงเรียน เวลาเด็กไม่สบาย จะเอาน้ำปัสสาวะกลั่นให้เด็กกินผสมน้ำครึ่งส่วน เชื่อว่าเป็นยาวิเศษ โดยบอกเด็กว่าเป็นน้ำมนต์มาจากวัด กระทั่ง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 เรียกครูท่านดังกล่าว เข้าชี้แจง เบื้องต้นครูยอมรับว่า ทำน้ำสมุนไพรกลั่นให้นักเรียนดื่มจริง แต่ไม่มีการผสมของปัสสาวะ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันที่ 27 ส.ค. นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางจังหวัดได้ทราบเรื่องดังกล่าวจาก สพป.ขอนแก่น เขต 3 และนายอำเภอพล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้มอบหมายให้ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการกำลังดำเนินงาน โดยนายอำเภอพล และสาธารณสุขอำเภอจะเข้าร่วมตรวจสอบด้วย
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เน้นย้ำว่า เรื่องที่เกิดขึ้นขอให้รายงานผลการตรวจสอบให้ทราบภายใน 7 วัน นอกจากตรวจสอบเรื่องที่แชร์ในโซเชียลว่าครูทำน้ำปัสสาวะกลั่นสมุนไพร นำไปไว้ประจำที่โรงเรียน ให้นักเรียนดื่มกิน ยังให้ตรวจสอบด้วยว่าครูท่านนี้ ได้ทำเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ที่ทำให้เกิดความเสียหายกับเด็กนักเรียน ขณะเดียวกัน หากครูรายนี้เคยปฏิบัติกับนักเรียน จนได้รับการตำหนิหรือมีการร้องเรียนจากผู้ปกครองที่มีหลักฐานปรากฏชัดเจน ก็จะมีการพิจารณาพฤติกรรมตามระเบียบและขั้นตอนของกระทรวงศึกษาธิการหรือดำเนินการทางวินัยต่อไป
ด้าน ดร.สนอง สุดสะอาด ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 3 กล่าวว่า เรื่องที่ครูนำน้ำสมุนไพรให้เด็กกินนั้น หากสุจริตใจและเป็นน้ำสมุนไพรที่มีประโยชน์และยอมรับกันได้ทั่วไปก็ถือว่าเป็นการเมตตาไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าน้ำสมุนไพรที่มีการปนเปื้อน หรือมีปัสสาวะผสมอยู่ก็จะทำให้สุขภาพของเด็กไม่ดี ก็ผิดในเรื่องของจรรยาบรรณ และวินัยครู
ดร.สนอง กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กรณีที่เกิดขึ้นหากเด็กเจ็บป่วยก็ควรได้รับการรักษาตามระบบปกติ และที่โรงเรียนมีห้องพยาบาลที่ไม่ได้บกพร่อง หากอาการหนักก็สามารถส่งไปยังสถานที่ที่มีความพร้อมในเรื่องเครื่องมือและบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เช่นสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาล ซึ่งน้ำสมุนไพร หากจะตีความหมายกรณีนี้ว่าผิดหรือไม่ก็ถือว่าตีความยาก เพราะครูก็ไม่ได้มีความรู้ด้านสาธารณะสุข
ดร.สนอง กล่าวต่อว่า โดยปกติแล้ว น้ำสมุนไพรเช่นน้ำมะตูม ที่มีการดื่มมาแต่โบราณ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา หากนอกเหนือจากอื่นๆนี้ก็ต้องระมัดระวังและต้องได้รับการตรวจสอบ ซึ่งตนได้กำชับอยู่ตลอด แต่เนื่องจากบุคลากรมีเยอะ อาจจะทำให้เข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนไปได้ โดยตอนนี้ครูยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ เนื่องจากความผิดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าเจตนาที่แท้จริงคืออะไร เพื่อสรุปและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
“ทั้งนี้หลังจากเกิดเรื่องขึ้นก็ได้สอบถามครูคนดังกล่าวย้ำเรื่องของปัสสาวะว่าได้นำมาใส่หรือไม่ ซึ่งทางครูเองก็ยืนยันว่าไม่มีปัสสาวะเป็นส่วนผสมแต่อย่างใด โดยในเรื่องนี้ก็ต้องรอผลการตรวจสอบในภาพรวมทั้งหมดจึงจะสามารถสรุปได้ว่าผิดหรือไม่” ดร.สนอง กล่าว