สนามบินแม่ฟ้าหลวง แจง! ปมโชเฟอร์แท็กซี่ตายในลานจอดรถ เผยผลตรวจศพ
สนามบินแม่ฟ้าหลวง / เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย Mae Fah Luang Chaing Rai International Airport-CEI ได้โพสต์เอกสารข่าวชี้แจงกรณีผู้เสียชีวิตบนรถแท็กซี่ภายในลานจอดรถยนต์ โดยระบุว่า
กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account ได้ที่นี่

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. เวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตบริเวณลานจอดรถแท็กซี่ และแจ้งไปยังนายอัครพันธุ์ ทองสลวย ผอ.ท่าอากาศยานฯ ให้ทราบเหตุการณ์ พร้อมให้ทีมบริการทางการแพทย์ ตำรวจ สภ.บ้านดู่ เข้าตรวจสอบเบื้องต้น
โดยผู้เสียชีวิตชื่อนายวิศวพงศ์ พญาแขม อายุ 58 ปี ชาวอ.แม่สาย จ.เชียงราย ขับรถแท็กซี่ทะเบียน ทข 283 เชียงราย เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตจากโรคประจำตัว และนำผู้เสียชีวิตส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เพื่อชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนกฎหมาย
ท่าอากาศยานฯ ได้ดำเนินการมาตรการรองรับผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้มาใช้สนามบินเป็นสำคัญ โดยใช้มาตรการรองรับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านสนามบิน ดังนี้
1.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน EOC โดยมีหน่วยที่เกี่ยวข้องต่างๆ เข้าร่วม ประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกวัน ในการเฝ้าระวังประเมินสถานการณ์รับมือตอบสนองสถานการณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันรวมทั้งปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานทีผ่านมา และข้อเสนอแนะ การเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ เพื่อรับมือและตอบสนองได้ทันท่วงที
2.สนามบินมีความห่วงในและตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการท่าอากาศยานเป็นประจำต่อเนื่องสม่ำเสมอ และได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและติดตาม เฝ้าระวังโรคไวรัสโควิด-19 โดยได้มีการตรวจเช็คแอลกอฮอล์ และเจลล้ามือตามจุดให้บริการต่างๆ ที่สัมผัสร่วมกัน ตามมาตรการเพื่อป้องกันการติดไวรัส และสร้างความเชื่อมมั่นกับผู้โดยสารและผู้ใช้บริการณ อาคารผู้โดยสารของสนามบิน
3.ได้เพิ่มความเข้มข้นมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. ได้ทำการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของพนักงาน ลูกจ้าง รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่เข้ามาใช้พื้นที่อาคารสำนักงาน ซึ่งหากพบว่ามีอุณหภูมิร่างกายเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอาคาร และเข้าสู่กระบวนการตรวจซักประวัติเพิ่มเติมโดยส่วนแพทย์
นอกจากนี้ยังเตรียมยกระดับมาตรการคัดกรองภายในอาคารผู้โดยสาร โดยในวันที่ 11 มี.ค. จะดำเนินการตรวจตรวจคัดกรองผู้โดยสารขาออกทั้งภายในและภายนอกประเทศ หากพบอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส จะเข้าสู่ขั้นตอนกระขบวนการร่วมกับผู้ดำเนินการสายการบินและด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและลดโอกาศที่จะเกิดการติดเชื้อไวรัสโรวิดให้มากที่สุด