จากกรณีนายมนตรี แก้วกล่ำศรี อายุ 62 ปี ชาวอ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เจ้าของบ่อกุ้ง ถูกคนร้ายเป็นหญิงทราบเพียงชื่อวรรณ ใช้ค้อนทุบศีรษะจนเสียชีวิตและนำสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 3 บาท และพระเหรียญหลวงพ่อโตวัดสาขลา เลี่ยมทองหนัก 50 สตางค์ หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อช่วงเวลา 16.00 น.วันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์จัดทีมชุดไล่ล่า และทีมตรวจสอบเส้นทางหลบหนี ก่อนที่จะอนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 ก.ย. พ.ต.อ.อนันต์ ชัยชาญ ผกก.สภ.พระสมุทรเจดีย์ พ.ต.ท.นาวิน ทองสง่า รอง.ผกก.สส. พ.ต.ท.สายัญ มะโนรัตน์ สว.สส. นำตัวนางสุบรร หรือวัน โมครัตน์ อายุ 55 ปี ชาวอ.เซกา จ.บึงกาฬ ผู้ต้องหาในคดีฆ่าผู้อื่น ตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการเลขที่ 777/2560 ลงวันที่ 12 ก.ย.60 มาสอบปากคำที่สภ.พระสมุทรเจดีย์ หลังทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนนำกำลังเข้าจับกุมนางสุบรรได้ที่บ้านเกิดในจ.บึงกาฬ โดยทางเจ้าหน้าที่นำตัวสอบเครียดในห้องงานสืบสวนนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนนำตัวไปฝากขัง
จากการสอบสวน นางสุบรรอ้างว่าตนเคยมีสามีอยู่ในชุมชนบ้านสาขลา แต่เลิกรากันไปหลายปี จนกระทั่งมาคบกับผู้ตายประมาณ 1-2 ปี โดยไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ส่วนตนพักอยู่ที่บ้านในจ.บึงกาฬ โดยผู้ตายจะโทรศัพท์ไปขอยืมเงินตนบ่อยครั้ง
จนกระทั่งล่าสุดโทรไปขอยืมเงินที่ตนอีกกว่า 40,000 บาท เพื่อจะมาลงทุนซื้อพันธุ์กุ้งและพันธุ์หอยมาเลี้ยงในวังเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ซึ่งตนจะคอยเป็นคนนำเงินสดมาจ่ายให้ที่บ้านผู้ตายเนื่องจากไม่มีบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งเงินก้อนนี้ตนนำที่ดินบ้านไปจำนองไว้ ซึ่งจะโดนเก็บดอกเบี้ยร้อยละ 20 บาท และจะครบกำหนดที่จะต้องนำเงินก้อนนี้ไปเคลียร์ จึงโทรไปทวงถามกับผู้ตาย แต่กลับบ่ายเบี่ยงยังไม่มีเงิน
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนโทรศัพท์ไปทวงถามเรื่องเงินอีกครั้ง ผู้ตายบอกให้ตนเดินทางมาหาที่บ้านที่เกิดเหตุ เพื่อจะเคลียร์หนี้สินโดยจะจับหอยแครงที่เลี้ยงไว้ไปขายนำเงินมาใช้หนี้ถ้าเงินได้ไม่พอผู้ตายจะให้สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท ที่สวมใส่อยู่ไปจำนำให้ ตนจึงตัดสินใจเดินทางมาพักค้างคืนอยู่ด้วยกันที่กระต๊อบเมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ก.ย. ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันได้ถามไถ่ถึงเรื่องเงินกับผู้ตายบ่อยครั้ง แต่ผู้ตายพยายามบ่ายเบี่ยง และบอกว่าตนเป็นคนเอาเงินมาเอง แล้วทำไมไม่มีปัญญาไปใช้เขาเองล่ะ พร้อมทั้งเกิดอารมณ์โมโหถึงขั้นทำลายข้าวของในบ้าน และทำร้ายตนหลายครั้งแต่ตนไม่ได้ตอบโต้เกรงว่าเรื่องจะบานปลาย
ต่อมาช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ย. ผู้ตายไปออกไปหาเพื่อนที่วัดสาขลาก่อนที่จะเมาสุรากลับมาที่กระต๊อบ จึงบอกกับผู้ตายว่าจะเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดบึงกาฬแล้ว ช่วยหาเงินมาให้ด้วย เพราะเจ้าหนี้โทรศัพท์ทวงถามตลอดแต่กลับถูกผู้ตายด่าทอด้วยคำรุนแรงและเข้ามาทำร้ายร่างกาย ตนพยายามวิ่งหนีเข้าไปหลบในกระต๊อบ แต่ผู้ตายตามมาทำร้ายอีก จึงคว้าค้อนที่วางอยู่ด้านในมาขู่ ก่อนที่ตนจะวิ่งหนีออกมาด้านหน้ากระต๊อบ แต่ผู้ตายยังตามมาทำร้าย ตนเห็นท่าไม่ดีจึงใช้ค้อนฟาดไปที่ใบหน้า 1 ครั้ง จนผู้ตายล้มลงไปนอนกองกับพื้น ก่อนที่จะตีซ้ำไปที่ศีรษะผู้ตายจนนอนแน่นิ่งเลือดไหลนองเต็มพื้น
หลังจากที่ตั้งสติได้จึงรีบเก็บเสื้อผ้าเดินออกมาจากกระต๊อบ ก่อนที่จะปลดสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองที่ผู้ตายแขวนคอไปด้วย หลังจากนั้นได้ว่าจ้างเรือเหมาให้ไปส่งที่ท่าเทียบเรือวัดคู่สร้าง และนั่งรถแท็กซี่ไปสถานีขนส่งหมอชิต โดยระหว่างทางนำสร้อยคอทองคำไปจำนำในร้านทองแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน จนมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวได้ในที่สุด
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

