เมื่อวันที่ 2 ตุ.ค. นายสัตวแพทย์(นสพ.)ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากสัตวแพทย์อุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.)ที่ 2 ชลบุรี ว่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวาย ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด โดยเมื่อคืนวันที่ 19 ก.ย. เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดติดตามเฝ้าระวังช้างป่าในท้องที่อ.บ่อไร่ แจ้งว่า ระหว่างทำการลาดตระเวนพิกัด wgs8448t220211E1402267M พบว่ามีช้างป่า 2 ตัว กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บ ตัวหนึ่งมีงาของอีกตัวหนึ่งหักติดบริเวณหน้างวงและหลบหนีเข้าหย่อมป่าใกล้เคียง


นสพ.ภัทรพล กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามช้างป่าทั้ง 2 ตัว โดยเมื่อวันที่ 29 ก.ย. พบว่า ช้างป่าคู่เดิมก็ออกมาต่อสู้กันอีกครั้งในบริเวณพิกัด wgs84 48p 222088E1403291N ท้องที่ม.5 ต.หนองบอน ซึ่งจากการตรวจสอบช้างป่าที่ได้รับบาดเจ็บ พบว่า เป็นลักษณะงาของตนเองบาดเจ็บถูกกระแทกแทงทะลุหน้างวง และมีแผลบริเวณใกล้ตาอีกหนึ่งแผล มีอาการบวมอักเสบ อาการค่อนข้างสาหัส ทั้งนี้นายพรชัย คำนึง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวาย ได้ทำเรื่องรายงานนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งสัตวแพทย์ประจำสบอ.2 เพื่อขอกำลังสัตวแพทย์จากส่วนกลางให้เข้าไปช่วยรักษาช้างป่าทั้ง 2 ตัว แต่ตนมีความเห็นว่ายังไม่ควรเข้าไปรักษาในขณะนี้ โดยต้องปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เพราะการต่อสู้ของช้างป่าเกิดจากการแย่งชิงพื้นที่ครอบครอง หรือแย่งชิงตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ หากเจ้าหน้าที่เข้าไปรักษาให้มีอาการดีขึ้นก็จะกลายเป็นว่า ช้างป่าทั้ง 2 ตัวก็จะกลับมาต่อสู้กันอีกครั้ง ซึ่งครั้งที่ 3 อาจมีตัวใดตัวหนึ่งตายหรือตายทั้งคู่ก็ได้

“หากเราเข้าไปรักษาตอนนี้ เราจะเหมือนโปรโมเตอร์มวยที่ทำหน้าที่เชียร์ให้ช้าง 2 ตัวต่อสู้กันอีกครั้ง ซึ่งหนทางที่ดีที่สุดจะต้องทำขณะนี้ คือ เฝ้าดูห่างๆ ให้พวกมันรักษาตัวเอง ตัวไหนที่คิดว่าตัวเองแพ้ก็ให้มันรู้ว่าตัวเองแพ้ เป็นระบบการคัดเลือกของธรรมชาติ ซึ่งเข้าใจว่าหลังจากนี้อีกนานกว่าที่ทั้งคู่จะหายดีแล้วมาต่อสู้กันใหม่ หรืออาจเปลี่ยนคู่ต่อสู้ไปจากเดิม ซึ่งการต่อสู้ระหว่างช้างป่ามักไม่เห็นให้บ่อยนัก” นสพ.ภัทรพล กล่าว


นสพ.ภัทรพล กล่าวถึงสถานการณ์ช้างป่าในขณะนี้ว่า หลายคนกำลังเข้าใจผิด คิดว่ามีช้างป่ามากเกินไปจนล้นป่า และหาทางจำกัดปริมาณประชากร โยกย้ายถิ่น หรือการทำหมัน แต่จากการสำรวจล่าสุดของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า พบว่า ช้างป่าเพิ่มขึ้นปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ และภาพรวมเมื่อคิดปริมาณพื้นที่ป่าต่อปริมาณช้างป่ายังถือว่า ยังมีปริมาณน้อยมาก จะมีมากเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น เช่น พื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น

ส่วนที่คนเห็นว่าช้างป่าจำนวนมากออกนอกพื้นที่บ่อย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่สามารถการันตีว่าช้างล้นป่า แต่เป็นพฤติกรรมเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งการที่ช้างออกมาหาอาหาร ยืนยันว่าช้างไม่ได้ล้นป่า แต่เป็นเพราะศักยภาพการรองรับประชากรช้างป่าในพื้นที่นั้นๆ ไม่ดีพอ ทำให้ช้างป่าต้องออกมานอกพื้นที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น พื้นที่ป่ารอยต่อพบว่า แหล่งน้ำและดินโป่ง มักจะอยู่ขอบป่า ช้างป่าจึงออกเดินมาขอบป่าเพื่อหาน้ำและดินโป่งกินอย่างไม่เต็มใจและไม่มีทางเลือก เป็นที่สังเกตว่าช้างป่าที่ออกมานั้นจะเป็นโขลงที่มีลูกเล็กๆ และเป็นโขลงที่มีช้างตัวผู้วัยเจริญพันธุ์ที่กำลังหาอาณาเขตให้ตัวเอง ซึ่งขณะนี้กรมอุทยานกำลังวางแผนจะเข้าไปสร้างแหล่งน้ำ ดินโป่ง ตรงพื้นที่ใจกลางป่ามากขึ้น ยืนยันว่าช้างไม่ได้ติดใจในรสชาติผลไม้ของชาวสวน แต่เป็นเพราะว่าพวกมันไม่มีทางเลือก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน