สาวร้องไห้โฮกลางโรงพัก ตำรวจตั้งด่าน จับขับกระบะ ดัดแปลงเลขทะเบียน ส่งร้อยเวรแจ้งข้อหา ปลอมแปลงเอกสาร น้ำตานองเผย เอารถไปให้ครูบา พระนักเทศน์เจิมให้ ไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ส.ค.2564 ที่สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้ควบคุมตัว น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี แม่ค้าขายขนม มาส่ง ร.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ธิวรรณา รองสารวัตร(สอบสวน) ดำเนินคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการ พร้อมของกลาง แผ่นป้ายทะเบียนรถกระบะโตโยต้า สีดำ ซึ่งตัวเลข 3 ถูกดัดแปลงแก้ไขด้วยสีดำให้มองเห็นเป็นเลข 8
น.ส.เอ ร้องไห้เล่าด้วยเสียงสะอื้อน้ำตานอง ว่าสามีเป็นครูแต่ด่วนเสียชีวิต ตนจึงต้องต่อสู้ชีวิตเลี้ยงลูกสาว 5 ขวบด้วยนำรถคันเก่าของสามีไปขายนำเงินมาใช้ขายขนมเครป และซื้อรถกระบะมาใช้ขายได้วันละ 100-200 บาท จากนั้นช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาได้ขับรถไปให้พระครูบา พระนักเทศน์ชื่อดังของ จ.เชียงใหม่ เจิมรถใหม่ให้ ขณะพระครูบาเจิมรถบอกว่า ทะเบียนรถที่มีเลข 3 อยู่นั้นไม่เป็นมงคล ท่านเลยนำปากกาเมจิสีดำซึ่งล้างไม่ออกมาเติมเลข 3 เป็นเลข 8 ให้
” ท่านบอกว่า แก้เคล็ดให้ และจะเป็นสิริมงคลกับตัวเราเอง เราก็ไม่รู้แล้วแต่ท่าน โดยไม่ทราบว่าผิดกฏหมาย ท่านก็เจิมอีกหลายจุดทั้งภายในภายนอก พรมน้ำมนต์ จนกระทั่งวันนี้กำลังจะขับรถไปเตรียมของมาขาย เจอตำรวจตั้งด่านแล้วเรียกจับกุม บอกว่าเราปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม แล้วควบคุมตัวมาที่ที่สภ.แม่ปิง ชีวิตหลังสามีเสียชีวิตก็ลำบากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก ต่อไปไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จริงๆ ว่าผิด เราก็ไม่ได้บอกให้พระทำแบบนี้ พระท่านทำของท่านเอง ”
ขณะที่ พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี ผบก.สส.ภาค 5 เปิดเผยว่า เรื่องนี้น.ส.เอ ตกเป็นผู้ต้องหาถือว่า ต้องคดี “ใช้เอกสารปลอม” ส่วนพระที่เจิมรถและเขียนเลขเติมให้นั้นต้องโดนคดีด้วย ในข้อหา “ปลอมแปลงเอกสาร” น.ส.เอ สามารถปฏิเสธได้ในชั้นขบวนการยุติธรรม เพราะไม่ได้เป็นผู้กระทำหรือไปมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของพระที่เจิมรถให้
ด้านนายวรพจน์ ขันทะยา หัวหน้าสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่แตง ระบุว่า อยากฝากเตือนไปยังคนที่ซื้อรถใหม่และนำไปให้พระสงฆ์เจิม ป้ายทะเบียนรถยนต์ ไปเติมคาถา หรือปิดเปลวทองที่ป้าย หรือ ใช้ปากกาเมจิกเปลี่ยนเติมตัวเลข ถือว่าผิดกฏหมาย แนะนำหากเลขทะเบียนรถไม่สวยก็สามารถมาที่ขนส่งทำเรื่องขอเปลี่ยนตัวเลขได้
” ส่วนเรื่องที่พระไปเขียนเปลี่ยนตัวเลขป้ายทะเบียนนั้น ความผิดจะดำเนินคดีกับเจ้าของรถเป็นหลักก่อน ส่วนพระสงฆ์ต้องดูว่าทำตามที่บอก หรือกระทำโดยพละการ หากทำโดยพละการ ก็ถือว่าพระก็มีผิดด้วยขึ้นอยู่ว่าเจ้าของรถจะซัดทอดหรือไม่ ”
