จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Sudarat Boonchai โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะตนเองและเพื่อนได้ใช้บริการโดยสารวินมอเตอร์ไซค์บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต 2 โดยระบุว่าถูกวินจยย.เถื่อนรีดเงินค่าโดยสาร ระยะทางไม่ถึงกิโลเรียกค่ารถถึง 450 บาท จนตร.จับหนุ่มวินจยย.เถื่อนได้ พร้อมรถจยย.ของกลาง ที่บ้านย่านนางเลิ้ง สารภาพตั้งวินเถื่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ทำมาแล้วนับสิบครั้ง เบื้องต้นมีเจ้าทุกข์เข้าแจ้งความแล้ว 3 ราย ตร.ตามจับผู้ร่วมวินได้อีก 1 คน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น อ่านข่าว จับวินจยย.เถื่อน-ไม่ถึง1กม.รีด450บ.ทำมาทุก เทศกาล “3เหยื่อ” โผล่ชี้ตัว
เมื่อวันที่ 4 ม.ค. พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ และฝ่ายสืบสวน แถลงจับกุมนายธรรมรัตน์ อ่ำน้อยวงศ์ อายุ 36 ปี และนายนพรัตน์ วัฒนไชย อายุ 29 ปี พร้อมรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีขาวดำ ทะเบียน 6 กค8788 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ สีแดงดำ ทะเบียน วลข 943 กรุงเทพมหานคร มีผู้เสียหาย 4 ราย เดินทางมาชี้ตัวผู้ต้องหา
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า จากกรณีคนร้ายสวมรอยขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ และข่มขู่กรรโชกทรัพย์ค่าโดยสารจากผู้เสียหายเกินราคา ต่อมาตำรวจ สน.บางซื่อ เร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด โดยเมื่อช่วงกลางดึก วันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่นายณัฐกานต์ เหลืองพิพัฒน์ชัย อายุ 20 ปี และนายเกริกพล ชุมเพ็ง อายุ 20 ปี ทั้งคู่เป็นนักศึกษาชั้นปี 3 เอกภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เดินทางมาจากจ.เชียงใหม่ถึงสถานีขนส่งจตุจักร ระหว่างยืนรอรถรับจ้างสาธารณะที่ฝั่งตรงข้าม นายนพรัตน์และนายธรรมรัตน์ ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ มาหาผู้เสียหายก่อนพูดจาหว่านล้อมบอกว่ารถติดมาก ไปรถแท็กซี่จะเสียค่ารถแพง
จากนั้นจึงตกลงกันให้ไปส่งที่บริเวณป้ายรถเมล์วัดเสมียนนารี แต่เมื่อผู้เสียหายทั้ง 2 คนหลงเชื่อจึงขึ้นรถ แต่รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คัน ขี่แยกออกคนละเส้นทาง โดยไปส่งนายณัฐกานต์ที่บริเวณหน้าคอนโดศุภาลัยปาร์ค ฝั่งตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ และไปส่งนายเกริกพล ที่ข้างวัดเสมียนนารี โดยเรียกเก็บค่าโดยสารคนละ 480 บาท เมื่อผู้เสียหายทั้ง 2 บอกว่าเงินไม่พอ ก็ถูกข่มขู่ทำให้กลัว ประกอบกับเป็นสถานที่เปลี่ยวและเป็นเวลากลางคืน จึงยอมจ่ายเงินไป ก่อนเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.บางซื่อ จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับจากศาลอาญา จนสามารถจับกุมคนร้ายทั้ง 2 คนไว้ได้
น.ส.สุดารัตน์ บุญชัย อายุ 20 ปี พนักงานร้านจิวเวลรีแห่งหนึ่ง หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า เดินทางมาจากจ.อุบลราชธานี ถึงสถานีขนส่งจตุจักรเวลาประมาณ 06.50 น. จากนั้นเดินออกมาเรียกรถแท็กซี่ บริเวณริมถนนกำแพงเพชร2 ด้านหน้าสถานีขนส่ง แต่ไม่มีรถจอดรับ ระหว่างนั้นนายธรรมรัตน์ ขี่รถจักรยานยนต์มาสอบถาม โดยบอกว่าจะพาไปส่งยังจุดที่มีรถแท็กซี่ ตนจึงยินยอมให้ไปส่ง
กระทั่งไปถึงปลายทาง ห่างจากจุดขึ้นรถไม่ถึง 1 กิโลเมตร นายธรรมรัตน์เรียกเก็บค่าโดยสารในราคา 450 บาท ตนจึงขอต่อรองจ่ายแค่ 100 บาท เนื่องจากเห็นว่าค่าโดยสารแพงเกินไป แต่นายธรรมรัตน์ไม่ยอม อ้างว่าต้องจ่ายค่าเช่าวินในราคาสูง ก่อนที่ผู้เสียหายจะเรียกรถแท็กซี่ เพื่อขึ้นรถทำให้นายธรรมรัตน์ เข้ากระชากคอเสื้อและข่มขู่ ตนจึงยื่นแบงค์ 100 บาทให้ ประกอบกับมีรถแท็กซี่คันข้างหลังบีบแตร นายธรรมรัตน์จึงเอาเงินและปล่อยตนในที่สุด
จากนั้นตนรีบปิดประตูรถแท็กซี่และให้รีบพาออกไปจากจุดเกิดเหตุ เหตุการณ์ดังกล่าวรู้สึกตกใจมาก หลังจากลงคลิปไปในเฟซบุ๊กและมีคนแชร์ต่อจำนวนมาก ตนยังกังวลว่าคนร้ายจะตามมาทำร้าย จึงได้เดินทางไปแจ้งความ ตนไม่เคยเดินทางกลับผ่านสถานีขนส่งจตุจักรมาก่อน เพราะที่ผ่านมาใช้บริการรถตู้สาธารณะที่จะลงตรงที่พักพอดี แต่วันเกิดเหตุเป็นช่วงคนกลับกทม.จำนวนมาก ทำให้ไม่มีรถจึงต้องกลับทางรถบขส. จนเกิดเหตุดังกล่าว
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 รายให้การรับสารภาพ ทำมานานเป็นปีแล้ว โดยจะขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนหาเหยื่อที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ส่วนใหญ่จะอาศัยช่วงเทศกาล เนื่องจากมีคนเดินทางเยอะ และจราจรที่ติดขัด ไม่สามารถนั่งรถแท็กซี่หรือรถเมล์ได้
จากการตรวจสอบประวัติพบว่าคนร้ายทั้ง 2 คนมีประวัติอาชญากรรมมาอย่างโชกโชน พร้อมฝากประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อเข้าแจ้งความ เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ เพราะข้อหากรรโชกทรัพย์ใน 1 กรรม มีโทษโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หากมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความมาก จะบวกจำนวนโทษให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษมากขึ้น ทั้งนี้หลังสรุปสำนวนส่งศาลจะทำสำนวนขอเพิ่มโทษ เนื่องจากผู้ต้องหาเคยก่อคดีลักษณะนี้มาหลายครั้ง และเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วแต่ไม่เข็ดหลาบ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ใช้รถจักรยานยนต์ไม่ตรงตามประเภทที่ได้จดทะเบียนไว้ ขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ใช้รถไม่เสียภาษีประจำปี และไม่พกพาสำเนาทะเบียนรถ ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนสน.บางซื่อ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
