สุดทรมาน แม่เฒ่าป่วยโรคประหลาด แผลเปื่อยทั่วร่าง เจ็บปวด นอนร้องไห้ ยังไร้ทางรักษา พี่สาวเผยติดเตียงมา 12 ปี ส่วนโรคดังกล่าวเพิ่งเป็นได้เดือนกว่าๆ
วันที่ 8 มิ.ย.65 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีผู้ป่วยที่เผชิญกับโรคที่ไม่รู้สาเหตุ ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก จึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 25 ซอยหัวหลาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พบผู้ป่วยคือ น.ส.จำเนียร นะพล อายุ 62 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดจากแผลทั่วกาย โดยมี น.ส.จุลีพร ทองมาก อายุ 73 ปี เป็นพี่สาวต่างบิดาเป็นผู้ดูแลตลอดเวลา
โดยพบว่า น.ส.จำเนียร ไม่สามารถลุกนั่งหรือช่วยตัวเองได้ ต้องนอนบนแผนซับน้ำเหลือง และของเหลวที่ไหลซึมออกมาจากแผล มีแผลเปื่อยและพุพองทั้งร่าง แทบไม่มีพื้นที่ว่างตั้งแต่ใบหน้า ศีรษะ จนถึงฝ่าเท้า เมื่อถามว่าเจ็บปวดมั้ย น.ส.จำเนียร บอกว่าเจ็บมาก ก่อนที่จะร่ำไห้และพูดอะไรไม่ออก
ด้าน น.ส.จุลีพร บอกว่า น้องสาวป่วยติดเตียงนานถึง 12 ปี จากโรคอัมพฤกษ์ซีกขวา และเมื่อประมาณกว่า 1 เดือน ได้เป็นโรคเพิ่มขึ้นอีกคือเป็นตุ่มพุพองบวมน้ำตามผิวหนังทั่วร่างกาย ก่อนจะแตกเป็นแผลเปื่อยปวดแสบปวดร้อน โดยได้ไปรักษาที่ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช และ รพ.เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อาการก็ไม่ดีขึ้น จึงจำเป็นต้องพากลับที่พักมาดูแลตามที่จะทำได้ และแผลลุกลามเปื่อยไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าจะหาย
น.ส.จุลีพร กล่าวอีกว่า ตนและน้องสาว พร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกอย่างกับทางแพทย์ หากที่จะนำน้องสาวไปเป็นกรณีศึกษาวิจัยอาการที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีการหรือตัวยาที่จะรักษาเขาให้หายจากการทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ โดยขณะรักษาแพทย์ที่โรงพยาบาลบอกว่าอาการนี้พบเป็นรายแรกที่ จ.นครศรีธรรมราช และน่าจะเป็นรายแรกๆ ของประเทศไทยที่ยังไม่รู้สาเหตุและที่มาของโรค แพทย์ได้ระบุในเอกสารรักษาตัวเพียงว่าผิวหนังอักเสบเท่านั้น
“ส่วนตัวนั้นจนใจไม่รู้จะช่วยเหลือน้องสาวอย่างไร เพราะว่าที่ยังชีพอยู่ตอนนี้ด้วยเบี้ยคนพิการของเขาจำนวน 800 บาท และเบี้ยผู้สูงอายุที่ได้เพิ่มเป็น 1,000 บาท รวมของตัวเองอีก 700 บาท ที่อยู่ได้จนถึงขณะนี้เพราะมีเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือ และเจ้าของบ้านคือ นายธนารักษ์ เดือนจำรูญ ที่กรุณาให้ที่อาศัยอยู่ได้” น.ส.จุลีพร กล่าว
ส่วนความช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยในขณะนี้ มีเพียงโรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพร้อมเวชภัณฑ์เข้าให้การดูแลรักษาตามอาการ แต่ยังไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุและอาการของผู้ป่วยรายนี้ได้