ญาติโผล่แจงแล้ว! ปม ‘น้องวีน’ จนทิพย์ ชี้เหตุต้องซื้อมือถือราคาแพง เพราะต้องศึกษาหาข้อมูลเอง ยันจนจริง เผยยอดเงินบริจาค วอนสังคมเข้าใจ
จากกรณี น้องวีน อายุ 18 ปี นักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้สอบคัดเลือกเป็นนักศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่มีปัญหาเรื่องเงินทุนที่จะศึกษาต่อ จึงอยากเปิดรับบริจาค จากนั้นก็มีคนโอนเงินไปช่วยเหลือจำนวนมาก ต่อมากลับถูกแฉภาพน้องวีน ใช้มือถือราคาแพง แถมยังบอกว่าแกล้งจน ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ไปอย่างกว้างขวาง
ล่าสุดวันที่ 9 ม.ค.66 นายพิเชษ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของครอบครัวดังกล่าว นายสมคิด ทองสง อายุ 72 ปี อดีต ผอ.โรงเรียนบางแก้วพิทยาคม อ.บางแก้ว จ.พัทลุง และ ผอ.โรงเรียนปัญญาวุธ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้เดินทางมาพบสื่อมวลชน จ.พัทลุง เพื่อให้รายละเอียดเรื่องดังกล่าว
โดย นายพิเชษ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากญาติๆ ให้เข้าไปดูแลครอบครัวนี้ ก็พบว่าเป็นครอบครัวที่เปราะบาง ยากจนจริง มีรายได้จากการกรีดยางจ้าง-รับซื้อเศษยางประมาณ 300 – 400 บาท บางวันเงินจะซื้อข้าวสารให้ลูกทั้ง 2 คนก็แทบไม่มี เนื่องมีฝนตกหนักไม่ได้ออกไปกรีดยาง ตนจึงนำเรื่องมาปรึกษากับญาติๆ และเพื่อนๆ ว่าจะช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวอย่างไรบ้าง
ต่อมาก็ได้รับการช่วยเหลือเงินไปซื้อข้าวสาร น้ำมันพืช ฯลฯ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าว และได้นำเรื่องโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพื่อระดมทุนให้เด็กได้เรียนจบ ม.6 สำหรับเรื่องที่ครอบครัวนี้เครียดหนัก ก็คือเมื่อลูกสอบติดแพทย์จะเอาเงินที่ไหนไปศึกษาต่อ ซึ่งทั้ง 2 คน ต่างก็กอดคอร้องไห้ สำหรับตนนั้นต้องการให้น้องวีนเรียนจบ ม.6 ไปก่อน ส่วนการศึกษาต่อคณะแพทย์ยังมีเวลาที่จะร่วมกันคิดแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมกันนั้นก็ได้ปรึกษากับผู้มีองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาเปราะบางในการแก้ปัญหาสภาพจิตใจของครอบครัวนี้ด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สังคมดราม่าว่าครอบครัวนี้ไม่จนจริง ซื้อโทรศัพท์เครื่องแพงๆ ให้น้องวีนนั้น นายพิเชษ กล่าวว่า น้องวีนไม่ได้เรียนพิเศษจากโรงเรียนจากสำนักนักติวเตอร์ มีการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากออนไลน์ เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสอบศึกษาต่อคณะแพทย์ตามความมุ่งมั่นและความฝันของเด็กจึงมีความจำเป็นยิ่ง ถึงแม่จะไม่มีเงินก็ต้องหายืมเงินเขามาโดยมีการผ่อนเป็นงวดๆ เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การเรียนเพื่ออนาคตของลูก
การที่สังคมกล่าวโจมตีครอบครัวนี้ เพราะสังคมไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของครอบครัวนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องขอขอบคุณโซเซียลที่ได้ทำให้มีผู้มีเมตตาจิตส่งเงินมาช่วยเหลือครอบครัวน้องวีนในครั้งนี้ ส่วนคนที่กล่าวโจมตีน้องวีนเขาคงไม่รู้ว่าความลึกตื้นหนาบางของน้องวีนมันคืออะไร และคงไม่รู้ว่าครอบครัวในวันที่ไม่มีจะกินมันเจ็บปวดขนาดไหน และน้องวีนคือต้นกล้าทางการแพทย์ ตนจึงคิดเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ว่าครอบครัวของน้องนั้นมีความทุกข์บนความโชคดีที่พี่น้องประชาชนได้รับการแบ่งบันจิตศรัทธามาให้
ด้าน นายสมคิด กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกันก่อนในก่อนหน้านี้ที่เงินจากผู้มีจิตศรัทธาจะโอนเงินมาช่วยเหลือ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลเงินบริจาคของน้องวีน ประกอบด้วยนายกเทศบาล ผอ.โรงเรียนปัญญาวุธ ตัวแทนครู ตัวแทนของครอบครัว โดยตนไม่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องดังกล่าว โดยทุกฝ่ายก็รับปากที่จะดำเนินการกันแล้ว ส่วนเงินยอดบริจาคนั้นในขณะนี้มีเงินที่เข้ามาทางระบบบัญชีประมาณ 8 แสนบาทเศษ ส่วนทางอื่นๆ ตนยังไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอน ซึ่งทุกๆ ฝ่ายตื่นตกใจกับยอดเงินที่มีผู้จิตศรัทธาโอนเข้ามาช่วยเหลือและได้ปรึกษากับ นายพิเชษ ในการปิดบัญชีดังกล่าว เพราะเงินจำนวนดังกล่าวสามารถดูแล เยียวยาครอบครัวได้แล้ว
นายสมคิด กล่าวอีกว่า การที่เขามีโทรศัพท์อะไร เขามีโน๊ตบุ๊กไหม มิได้บ่งบอกว่าเขามีเงิน ถ้าเขามีเงินทำไมเขาจึงไม่มาเรียนในตัวจังหวัด ทำไมเขาจึงไม่ไปเรียนที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ เขาเรียน ป.1-2 ที่โรงเรียนวีรนาถศึกษา และไปเรียนที่ขยายโอกาสจนจบ ม.3 แล้วมาเรียนต่อที่โรงเรียนใกล้บ้าน การที่เขามีความพร้อมด้านการสมอง แต่ไม่ไปเรียนต่อที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงเพราะเขาไม่มีเงิน การที่เขาไปซื้อโน๊กบุ๊กมาใช้เพราะเขาต้องการนำมาค้นคว้าหาความรู้ เพราะโรงเรียนก็ไม่ได้ช่วยเขาทั้งหมด เขาต้องช่วยตัวเอง เพราะเขาตั้งใจจะเป็นหมอ จึงต้องใช้สื่อที่ทันสมัย จนทำให้แม่ต้องเป็นหนี้นับแสนหรือมากกว่านั้น ตนจึงขอฝากไปยังทุกฝ่ายว่าเวลาเราจะพิจารณาใครจะต้องพิจารณาให้รอบด้าน อย่าเอาสิ่งที่ปรากฏหรือคนอื่นบอกกล่าว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้มาคิดเอง ส่วนแม่นั้นก็ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับยอดเงินดังกล่าวแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงในขณะนี้สังคมโซเซียลกำลังมุ่งทำลายครอบครัวที่เปราะบางดังกล่าว นายสมคิด กล่าวว่า มิใช่สังคมโซเชียลที่ทำร้ายครอบครัวที่ยากจน แต่เป็นโอกาสของคนที่สร้างโซเชียลขึ้นมาเท่านั้น มีนักเขียนคนหนึ่งเขียนว่าวันนี้คนที่เป็นศาสตรจารย์ที่เก่งๆ มีโอกาสเท่ากับคนโง่คนหนึ่ง คนโง่คนไหนก็ได้ที่มีสื่อในมือมันจะพูดอะไรก็ได้ที่จะให้คนจะฟังกันเขาทั้งหมด เพราะบางครั้งประเด็นของคนโง่น่าทึ่งใจเสียด้วยซ้ำ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสื่อแต่เป็นนิสัยของคน ใจของคน ที่มีโอกาสในการแสดงออกถึงความโง่ของเขา คนที่โง่แล้วอวดฉลาดมันน่าสงสารยิ่งนัก