เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พ.ต.อ.กองอรรถ สุวรรณขำ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภักดี แจ้งสกุล ผกก.สภ.เจาะไอร้อง และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีโอดี เจ้าหน้าที่ชุดกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เจาะไอร้อง ขณะลาดตระเวนเส้นทาง ถนนสายเจาะไอร้อง-บูกิต บ้านเจาะเกาะ ม.1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงได้ปิดเส้นทางชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีโอดีเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายอาจจะดักวางระเบิดลูกที่ 2 เพื่อหวังทำร้ายเจ้าหน้าที่ขณะเข้าตรวจสอบ จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบหลุมลึก 50 เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร เศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊สปิกนิค คนร้ายลอบนำระบิดแสวงเครื่อง ซึ่งบรรจุในถังแก็สปิกนิคสีส้ม น้ำหนักประมาณ 25 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร วางไว้บนเนินริมถนนสายเจาะไอร้อง-บูกิต แรงระเบิดทำให้รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์ ทะเบียนตราโล่ 40489 ของเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหายและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมวัตถุพยานนำไปตรวจสอบไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุร.ต.อ.จักรกาวุธ แท่นมาก หัวหน้าชุดปฏิบัติป้องกันและปราบปราม สภ.เจาะไอร้อง ออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเส้นทางรักษาความปลอดภัยให้กับชาวบ้าน ขณะขับรถถึงจุดเกิดเหตุ มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนกดระเบิดทำให้รถยนต์เสียหาย และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยมีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อ ประกอบด้วย ส.ต.ต.อัครพล แสนสีระ, ส.ต.ต.ฉัตรชัย เสือนิล และ ส.ต.ต.อาทิตย์ ปสันนาการ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นายปลอดภัยดีแล้วแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้
ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่า การกระทำครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่หวังทำร้ายเจ้าหน้าที่
ต่อมา พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภ.9 พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุบ้านเจาะเกาะ ม.1 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง พล.ต.ท.รณศิลป์ เปิดเผยว่า การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการลงมาสร้างขวัญกำลังใจกับเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเข้าตรวจบริเวณเกิดเหตุ และประชุมเพื่อรับทราบการติดตามตามกลุ่มคนร้ายของเจ้าหน้าที่ พร้อมกันนี้ได้มอบนโยบายในการทำงานโดยย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด ส่วนการจัดวางมาตรการอื่นๆเพิ่มเติมนั้นจะต้องมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งจะต้องมีการทำงานที่บูรณาการร่วมกัน


