จากกรณีพบศพ น.ส.สมัย อ่ำสุขชาติ อายุ 40 ปี ถูกฆาตกรรมโหดหมกศพทิ้งไว้ในดงต้นกกกลางทุ่งนา หมู่ 11 ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา ต่อมาตำรวจตามจับกุม นายกำธร ปิ่นมณี หรือ ฮอลล์ อายุ 27 ปี แฟนหนุ่มรุ่นน้อง ได้ที่จ.ลพบุรี สารภาพฆ่าแฟนสาวในวันวาเลนไทน์หลังทะเลาะกันแล้วใช้เท้าเตะคางก่อนเอาศพใส่กระบะไปทิ้งดงต้นกกกลางทุ่งนา

ความคืบหน้าคดีนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พ.ต.อ.อภิชิต สุรพินิจ ผกก.สส.ภ.จว.สุพรรณบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชัยรัตน์ บัวขม ผกก.สภ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ร่วมกันนำกำลังควบคุมตัวนายกำธรไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจุดแรกที่บ้านเลขที่ 95/1 หมู่ 5 ต.บางปลาม้า ซึ่งเป็นบ้านของนายกำธร จุดที่ 2 บริเวณเข้ากลางทุ่งนาในป่ากกจุดที่จะไปทิ้งศพ จุดที่ 3 เป็นจุดที่นำศพเข้าไปทิ้งแล้วเอาหญ้ามาหมกไว้ และจุดที่ 4 บริเวณริมคลองบางปลาม้าที่นำเสื้อผ้าผู้ตายไปทิ้งน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาทำแผนไม่นานจากนั้นนำตัวกลับไปสอบสวนทันที เนื่องจากเกรงจะโดนญาติๆและชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ โดยมีญาติๆตามมาดูหน้านายกำธร ที่หน้าสภ.บางปลาม้าด้วยความโกธรแค้น

โดยนางสมหมาย อ่ำสุขชาติ แม่ผู้ตาย เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ก่อนหน้านี้นายกำธรไปหาลูกสาวที่บ้าน พร้อมหลอกเอาสร้อยทองหนัก 1 บาทไป แล้วมาบอกว่าจะไปเปลี่ยนเพื่อให้เป็น ทอง 2 บาท และกล่าวอ้างว่ามีรถเกี่ยวข้าว 3 คัน ซึ่งจริงๆแล้วนายกำธรมีอาชีพหาปลาตามทุ่งนาขายหาเลี้ยงชีพ ไม่เป็นหลักแหล่ง แม่เองก็สงสัยการตายของลูกสาวในหลายประเด็น ว่านายกำธรวางแผนที่จะฆ่าลูกสาวหรือไม่ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาให้หนัก และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

“ถึงแม้วันนี้จะรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้มาดูการทำแผน แต่ก็ได้ไปขอร้องให้ผู้ต้องหามากราบขอขมาเพื่อจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป และอยากถามว่าทำไมต้องมาทำกับลูกสาวแบบนี้ จิตใจทำด้วยอะไร ถึงได้โหดร้ายขนาดนี้ ไม่รักก็บอกกันดีๆก็ได้ ตั้งแต่วันที่ลูกสาวหายตัวไป ก็ใจคอไม่ดี พอตอนนี้ก็ยังช็อก เพราะต่อจากนี้ครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร ขาดเสาหลักครอบครัวไป เลยมานั่งร้องไห้หน้าโรงพักอยากให้ตำรวจเห็นใจคนสูญเสียบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล”

ด้านนางบุญชู ช่วยประสม อายุ 62 ปี น้าของผู้ตาย ร่ำไห้เปิดเผยทั้งน้ำตา ว่าวันนี้แม่น.ส.สมัยและบรรดาญาติๆ เดินทางมาดูการทำแผนแต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากตำรวจทำแผนเสร็จไปแล้ว จึงไม่ได้เห็นพฤติกรรมของคนร้าย จึงได้ติดต่อตำรวจให้นำผู้ต้องหามาขอขมาแต่ก็ได้รับการปฎิเสธ ความรู้สึกตอนนี้ญาติๆรู้สึกเสียใจมากที่มาทำกับคนในครอบครัวแบบนี้ เนื่องจากผู้ตายเป็นเสาหลักของครอบครัว มีอาชีพทำนากว่า 40 ไร่ เป็นคนขยันทำมาหากิน ไม่เคยเกี่ยงงานเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวจนพอมีฐานะเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งพ่อก็เป็นอัมพาต แม่ก็แก่แล้ว

“ที่สำคัญไม่คิดว่าจะมามีจุดจบแบบนี้ ซึ่งปกติก็เห็นนายกำธรมาบ้านบ้างแต่ไม่บ่อย ผู้ตายก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังมากเพียงแต่วันเกิดเหตุบอกว่าจะไปซื้อของไหว้เจ้า จากนั้นก็หายตัวไปเลย ทางบ้านพยายามออกตามหา ซึ่งนายกำธรก็ไม่ยอมสารภาพกลับมีท่าทีเฉยตอนนั้นทุกคนก็ยังไม่ทราบว่าหลานตายแล้ว จนมารู้ว่าถูกฆ่าแล้วเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา พอทราบข่าวทางบ้านรู้สึกช็อกมาก ไม่คิดว่านายกำธรจะเหี้ยมโหดขนาดนี้ ถ้าไม่รักก็ไม่น่าจะมาฆ่ากัน จิตใจทำด้วยอะไรกัน”

ด้าน พ.ต.อ.ชัยรัตน์ กล่าวว่า คดีนี้ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าลงมือทำร้ายผู้ตาย ซึ่งมีปากเสียงกันก่อนจากนั้นได้เตะเสยคางไปหนึ่งครั้ง ทำให้ผู้ตายมีอาการชักและสลบไปพอเห็นว่าเสียชีวิตแล้วจึงได้ใช้ผ้าห่อศพและอุ้มไปขึ้นรถกระบะขับเอาไปทิ้งในดงต้นกกกลางทุ่งนาแล้วเอาหญ้าหมกไว้ ก่อนหลบหนีไป ส่วนสาเหตุที่ทำไปไม่ใช่สาเหตุของการหึงหวงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างผู้ต้องหากับผู้ตาย แต่ยังต้องสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง และรอผลพิสูจน์หลักฐานประกอบกับผลทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน