ร้อง มหาดไทย ละเมิดสิทธิ เด็กมีสัญชาติไทยแต่โดนดองไว้กว่าปี ทั้งที่แต่เดิม ทำแค่ 3 เดือน จี้แก้ไข ให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว

วันที่ 9 มิ.ย.2566 มูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เร่งรัดการพิจารณาและดำเนินการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แก่เด็กกำพร้าถูกทอดทิ้งในการดูแลของมูลนิธิฯ อ้างถึง หนังสือที่ ตก 0318.2/844 เรื่องการพิจารณาให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2565

ความว่า มูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรีมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและพิทักษ์สิทธิเด็กและสตรี ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และเพื่อช่วยเหลือ พัฒนาเด็กและสตรีที่ถูกทอดทิ้งและด้อยโอกาส ให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม

นอกจากนี้มูลนิธิฯยังเป็นหน่วยงานที่ระบุในประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19/1 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดหน่วยงานเอกชนที่จดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งการเกิดให้แก่เด็กเร่ร่อนหรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้ง ซึ่งอยู่ในการอุปการะของหน่วยงาน

มูลนิธิฯได้อุปการะสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้งจากสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกทิ้งในโรงพยาบาลแม่สอด และแม่ตาวคลินิก ปัจจุบันมีเด็กอยู่ในการสงเคราะห์ช่วยเหลือกว่า 100 คน และให้เข้าสู่ระบบการศึกษา ปัจจุบันมีที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีไปแล้วจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ยังดำเนินการด้านสถานะบุคคลและสัญชาติให้เด็กเหล่านี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีจากสำนักทะเบียนอำเภอแม่สอดและสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองในการออกเลข 13 หลักในฐานะคนไทยให้เด็กเหล่านี้ จนเด็กเกือบทั้งหมดได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

ต่อมามีเด็กอีก 3 คน ที่มูลนิธินำมายื่นลงรายการสัญชาติไทยภายหลัง เนื่องจากเพิ่งมีอายุครบ 10 ปี และมาอยู่ในการดูแลของมูลนิธิครบ 10 ปี โดยมูลนิธิได้ยื่นขอลงสัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 และผ่านการพิจารณาอนุมัติของนายอำเภอแม่สอด จนส่งเรื่องให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2565 จนปัจจุบันผ่านไปกว่าหนึ่งปีสี่เดือนแล้ว ยังไม่มีผลการดำเนินการจากทางสำนักบริการการทะเบียนแจ้งกลับแต่อย่างใด

เด็กทั้ง 3 คนเกิดที่แม่ตาวคลินิกโดยบุพการีทอดทิ้ง มูลนิธิจึงจำเป็นต้องรับมาสงเคราะห์ช่วยเหลือตั้งแต่แรกคลอด มีหนังสือรับรองการเกิดและสูติบัตร ปัจจุบันเด็กหญิงเพชรดา กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเด็กชายแต้ดสิ่นอู กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ส่วนเด็กหญิงเพียวซุหนุ่ย ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ พิการ พัฒนาการช้า กำลังศึกษาในห้องเรียนพิเศษร่วม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การที่เด็กทั้งสามคนยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ทำให้เสียสิทธิหลายประการ

อาทิ ไม่ได้รับทุนการศึกษา ไม่สามารถไปร่วมกิจกรรมที่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากที่จะต้องทำหนังสือขออนุญาตจากนายอำเภอเพื่อออกนอกพื้นที่ในแต่ละครั้ง ถูกเพื่อนักเรียนล้อเลียนว่าเป็นต่างด้าวไม่ใช่คนไทย รวมถึงกรณีเด็กหญิงเพียวซุหนุ่ย แม้มีหนังสือรับรองความเป็นคนพิการจากโรงพยาบาล แต่ก็ยังไม่สามารถใช้สิทธิคนพิการได้ เนื่องจากยังไม่ได้รับสัญชาติไทย

จากความล่าช้าเกินสมควรแก่เหตุอย่างมากของสำนักบริหารการทะเบียนในการตรวจสอบและให้เลข 13 หลักแก่เด็กทั้งสาม ซึ่งใช้เวลากว่า 1 ปี 4 เดือน ยังไม่แล้วเสร็จ มูลนิธิฯจึงใคร่ขอความกรุณาจากท่านในฐานะผู้บังคับบัญชาในการกำชับ ตรวจสอบ และเร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับจากวันได้รับหนังสือ เพื่อให้เด็กทั้งสามได้ใช้สิทธิในสัญชาติไทย ซึ่งได้เสียโอกาสไปเป็นเวลานับปีแล้ว

หากเลยเวลาที่กำหนดมูลนิธิมีความจำเป็นต้องใช้ศาลปกครองเป็นคดีปกครอง ในการเรียกร้องและคุ้มครองสิทธิให้เด็กของมูลนิธิต่อไป ตลอดถึงการเรียกร้องความเสียหายด้านต่างๆที่เด็กได้รับ เพราะความล่าช้าในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาเร่งรัดการดำเนินการ

ด้าน นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิช่วยเหลือทางสังคมเพื่อเด็กและสตรี อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าวในเรื่องนี้ว่า เด็กเหล่านี้เป็นคนไทยตามกฎหมาย รัฐมีหน้าที่รับรองความเป็นคนไทยให้ เพื่อจะได้ใช้สิทธิในการเป็นคนไทย ซึ่งปกติต้องใช้เวลาดำเนินการไม่เกินสามเดือน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กลับใช้เวลานานนับปีแล้วก็ไม่มีความคืบหน้า กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งแก้ไข ให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม

”ตอนนี้สำนักบริหารการทะเบียนทำงานช้ามาก เรื่องที่เคยเสร็จภายใน 3 เดือน ก็ล่าช้าไปเป็นปีไม่ก้าวหน้า ทำให้ชาวบ้านทั้งประเทศเดือดร้อนกันมาก” นายสุรพงษ์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน