สส. ระดม ทสม. 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมเวทีเครือข่ายภาคประชาชน ตั้งรับ ปรับตัว เฝ้าระวังปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน โลกร้อน และปรากฏการณ์เอลนีโญ

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่โรงแรมฮอลิเดย์ การ์เดน จ.เชียงใหม่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดเวทีเครือข่ายภาคประชาชน ตั้งรับ ปรับตัว เฝ้าระวังปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญ ภายใต้โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนข้อปฏิบัติงาน (AAR) และพัฒนากลไกความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน ในพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2566

โดยมีนายชัชวาลย์ ปัญญา รองผวจ.เชียงใหม่ เป็นประธานพิธีเปิดฯ มีผู้เข้าร่วม 160 คน ประกอบด้วย เครือข่ายทสม. 17 จังหวัดภาคเหนือ เครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน เครือข่ายสมัชชาสิ่งแวดล้อมม้ง เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ องค์กรพัฒนาเอกชน เจ้าหน้าที่ในสังกัดทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ภาคเหนือ และค่าฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน เป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะขณะนี้โลกกำลังเข้าสู่ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่จะส่งผลกระทบให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น และอาจเกิดภัยแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่ ประกอบกับปริมาณเชื้อเพลิงใบไม้สะสมในพื้นที่ป่า ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและฝุ่นควันมากยิ่งขึ้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้าง สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษ ด้านฝุ่นละออง” จึงมีประกาศแต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการจัดทำแผนงานป้องกันไฟป่า และการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในระดับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีคณะที่ปรึกษา คณะทำงาน และผู้ประสานงาน เป็นองค์ประกอบ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์แห่งแรกของภาคเหนือ เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นได้เข้ามาใช้ประโยชน์ อีกทั้งเตรียมพร้อมรองรับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงรุก สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน “มุ่งเน้นมาตรการป้องกัน มากกว่าการแก้ไขปัญหา” รวมถึงประเด็นสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชน ในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามามีบทบาทและเป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวังในรูปแบบเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน ในการประสานความร่วมมือ ร่วมกันทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ประสานพลังสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยในปี 2566 ได้กำหนด มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง มุ่งเน้น “3 พื้นที่ 7 มาตรการ” เพื่อยกระดับความเข้มงวดใน 3 พื้นที่ คือ พื้นที่เมือง พื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกรรม และ 7 มาตรการสำคัญ ประกอบด้วย 1. เร่งรัดการประชาสัมพันธ์เชิงรุก 2. ยกระดับมาตรการการดำเนินงาน 3. ยกระดับการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบครบวงจร 4. กำกับ ดูแลการดำเนินการในทุกระดับอย่างเข้มงวด และต่อเนื่อง 5. ลดจุดความร้อน ป้องกันและควบคุมการเกิดไฟในทุกพื้นที่ และพัฒนาระบบพยากรณ์ 6. ผลักดันกลไกระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน 7. ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและฝุ่นละออง โดยเฉพาะการสนับสนุนบทบาทเครือข่ายอาสาสมัครและจิตอาสาภาคประชาชน เป็นกลไกในการสร้างการรับรู้ให้กับชุมชน เฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน รวมถึง การตั้งรับ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)


สำหรับภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เวทีเสวนา: เรียนรู้ เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังไฟป่า ฝุ่นควัน ในสถานการณ์เอลนีโญ่ (El Nino) เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้: บทเรียนการทำงานเครือข่ายภาคประชาชน ในการเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควันกับ แนวทางการตั้งรับ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญ่ และกิจกรรมการแบ่งกลุ่มย่อยระดมสมอง จัดทำแผนและข้อเสนอเชิงนโยบายของเครือข่ายภาคประชาชน เปิดโอกาสให้ภาคีทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นกลไกสำคัญในการตั้งรับ ปรับตัว เฝ้าระวังปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน