นักวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี แนะเก็บสเต็มเซลล์ ตัวเอง เพื่อรักษาโรคในอนาคต เติมเต็มเซลล์ในร่างกายที่หายไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา น้อยสา นักวิจัยด้านสเต็มเซลล์ที่ทำงานคู่กับแพทย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ให้ความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ว่า

สเต็มเซลล์ (Stemcell) เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับในประเทศไทย และผู้ที่เชี่ยวชาญก็อยู่ในวงที่จำกัด ยังไม่ได้มีการศึกษาวิจัยกันในวงกว้างมากนัก ซึ่งในการทางแพทย์ได้มีการพลักดันเพื่อนำออกมาใช้ในการรักษาเพิ่มมากขึ้น สำหรับ สเต็มเซลล์ (Stemcell) คือ เซลล์ที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราที่ยังไม่ได้ทำหน้าที่จำเพาะใดๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายของเราเสื่อมหรือเจ็บป่วย สเต็มเซลล์ก็จะทำหน้าที่ในการรักษา ฟื้นฟูอวัยวะเหล่านั้น ให้กลับมาทำงานได้

“สเต็มเซลล์มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์ แต่สเต็มเซลล์จะค่อยๆ ลงน้อยลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากโรคต่างๆ อาทิ อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้อฝ่อ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และสเต็มเซลล์ในร่างกายมีไม่เพียงพอต่อการไปฟื้นฟูอวัยวะเหล่านั้น ในเรื่องของการรักษาผู้ป่วยด้วยสเต็มเซลล์ สามารถรักษาผู้ป่วยได้ในทุกช่วงอายุ ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีอาการความเจ็บป่วยที่แตกต่างกัน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการที่อวัยวะเสื่อม ไม่สามารถสร้างเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้ สเต็มเซลล์ก็จะสามารถนำมารักษาโรคเหล่านี้ได้ ” รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีศึกษาในเรื่องอัลไซเมอร์ สมองต้องใช้การจดจำ โดยปกติคนทั่วๆ ไป คนที่แข็งแรง จะมีสเต็มเซลล์คอยสร้างเซลล์ประสาทต่างๆ เข้ามาทดแทน แต่คนที่เป็นอัลไซเมอร์เกิดจากคนที่มีพันธุ์กรรมบกพร่อง หรือมีการกายพันธุ์ของเซลล์ในสมอง ทำให้สเต็มเซลล์ไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ขึ้นมาได้

ทั้งนี้ได้มีการศึกว่าถ้าปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่มาจากห้องปฏิบัติการให้กับผู้ป่วย ก็พบว่าทำให้เขาสามารถฟื้นฟู หรือทำให้ความเจ็บป่วยนั้นๆ เบาลงได้ ซึ่งนอกจากนี้ สเต็มเซลล์ยังสามารถรักษาโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของอวัยวะอย่างเช่น เบาหวาน ที่เกิดจากเซลล์ตับอ่อนไม่สร้างอินซูลีน การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เข้าไปยังตับอ่อน เพื่อเพิ่มการพัฒนาเซลล์ ก็จะทำให้ร่างกายผลิตอินซูลีนได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับคนปกติ

ทั้งนี้ อีกกลุ่มโรคที่เป็นการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เป็นความหวังในการช่วยชีวิตผู้ป่วยก็คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs (Non-Communicable Diseases) โดยกลุ่มโรคนี้ เกิดจากนิสัย และพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ความดัน โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่ายกายได้ไม่ดี ซึ่งมีการศึกษาแล้วว่าการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เข้าไปในร่างกาย จะช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดให้แข็งแรง และสามารถฟื้นที่อวัยวะต่างๆ ให้ทำงานได้ดีและเป็นปกติมากขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีโรคต่างๆ ที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์แล้วหายเป็นที่ยอมรับในโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 20 โรคในทั่วโลก อาทิ โรคประสาท อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ โรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงกลุ่มโรคไม่ติดต่อ และยังมีโรคอื่นๆ ที่อยู่ในขั้นตอนการศึกษาในเรื่องความปลอดภัย

โดยในต่างประเทศมีการรักษาด้วยสเต็มเซลล์มากว่า 20 ปี ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความกังวลว่า สเต็มเซลล์เมื่อฉีดเข้าร่างกายแล้วจะเกิดเนื้องอก ขอแนะนำว่าหากต้องการฉีดสเต็มเซลล์ ให้ไปสถานพยาบาลที่ได้รับความน่าเชื่อถือในเรื่องของสเต็มเซลล์ ว่าเมื่อฉีดเข้าร่างกายจะไม่ก่อนให้เกิดเนื้องอก และเซลล์ที่ใช้นั้น ควรเป็นเซลล์ของเราเอง หากเราเก็บสเต็มเซลล์ไว้รักษาตัวเองจะไม่มีปัญหา แต่หากเป็นการรับบริจาคจากบุคคลอื่นมารักษา จะต้องดูว่าเนื้อเยื่อสามารถเข้ากันได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้าน

สำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ในประเทศไทยเริ่มมี Stemcell Banking หรือการเก็บสเต็มเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพ ในโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งสเต็มเซลล์เหล่านั้นสามารถใช้รักษาโรคต่างๆ รวมถึงใช้ในเรื่องของความสวยความงาม โดยการฉีดสเต็มเซลล์ เหมือนกับการให้วิตามิน หากสนใจในเรื่องการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ต้องปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ รวมถึงต้องมั่นใจว่าแพทย์นั้นๆ ใช้สเต็มเซลล์จากแหล่งที่มีการพัฒนาสเต็มเซลล์ที่ปลอดภัย ไม่เกิดผลข้างเคียงตามมา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน