เลขาธิการฯ กอศ. มอบการบ้านอาชีวะเอกชน 444 แห่ง เพิ่มผู้เรียนทวิภาคี 50% ปรับภาพลักษณ์ สร้างความมั่นใจให้เด็กมาเรียน สร้างมั่นคงชีวิต-อาชีพ
11 ก.ย. 66 – ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนร่วมประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน โดยมีผู้บริหารจากอาชีวะเอกชนเข้าร่วม 444 แห่ง
ซึ่งตนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของอาชีวะเอกชน หลังจากที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 8/2559 ให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ย้ายจากสังกัดเดิม คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ไปอยู่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อต้องการให้อาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน พัฒนาไปพร้อมเพรียงกัน
ซึ่งที่ผ่านมาตนทราบปัญหาของอาชีวะเอกชน คือ มีปัญหาเรื่องของการติดต่อสื่อสารกัน การขออนุมัติหลักสูตร จะขอเปลี่ยนแปลงอะไรก็ช้าลง เพราะก่อนหน้านี้ ที่อาชีวะเอกชน อยู่กับ สช. จะติดต่อประสานงานกันผ่านทางศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชนประจำจังหวัดนั้นๆ
แต่สอศ. เป็นหน่วยงานเดียวที่ไม่มีหน่วยงานย่อยประจำจังหวัด เมื่อเห็นปัญหาตรงนี้แล้ว ตนจึงสั่งสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) 77 จังหวัด เพื่ออาชีวะเอกชน มีความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น และจะผลักดันให้ สอจ. อยู่ใน พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ. … ในอนาคตด้วย ซึ่งขณะนี้ตนได้ตั้งทีมร่างกฎหมายไว้แล้ว โดยมอบหมายว่าจะต้องเขียนกฎหมายให้ครอบคลุมอาชีวะรัฐและเอกชน
“สอศ. ยินดี และพร้อมทำงานร่วมกับอาชีวะเอกชน แต่อาจจะมีความล่าช้าบ้าง เพราะมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย แต่เรื่องไหนที่ทำได้ และเป็นอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการ กอศ. ผมก็พร้อมที่จะทำให้เร็ว สิ่งที่ผมอยากจะขับเคลื่อนมากที่สุดคือ ทวิภาคี เพราะหากให้เด็กเรียนเฉพาะทฤษฎี แล้วไม่เรียนปฏิบัติ เราจะได้คนที่มีสมรรถนะสูงตามที่ตั้งไว้ได้อย่างไร
ดังนั้นทวิภาคี จึงเป็นตัวที่ช่วยทำให้เราสร้างผู้เรียนที่มีสมรรถนะสูงได้ แต่ปัจจุบันอาชีวะเอกชนทำได้เพียง 15% เท่านั้น แต่เป้าหมายของเรา วางไว้ว่าจะต้องมีผู้เรียนทวิภาคีให้ถึง 50% จึงอยากให้อาชีวะเอกชน กลับไปทบทวนและช่วยกันผลักดันให้ผู้เรียนทวีภาคีเพิ่มขึ้น เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญที่อยากให้อาชีวะเอกชนช่วยกันทำ” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว
ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่ตนได้ฝากอาชีวะเอกชนขับเคลื่อน คือ การปรับภาพลักษณ์อาชีวะ วันนี้พี่น้องประชาชนอยากให้ลูกหลาน มาเรียนสายอาชีพ เพราะเรียนจบแล้วมีงานทำ มีความมั่นคงในชีวิต และอาชีพ แต่ผู้ปกครองยังเป็นห่วงเรื่องการทะเลาะวิวาทของผู้เรียนอาชีวะอยู่ ตั้งแต่ที่ตนรับตำแหน่งเลขาธิการ กอศ. ได้ตั้งเป้าไว้ว่าปัญหาเหล่านี้ต้องลดลง โดยขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย จึงจะเห็นว่าปัญหานี้มีน้อย และจะค่อยๆหมดไปแล้ว ดังนั้นวันนี้เราต้องเร่งสร้างภาพลักษณ์อาชีวะให้ใหม่ รีแบรนด์ดิ้ง ให้ผู้ปกครองมั่นใจส่งลูกมาเรียนอาชีวะเพิ่มขึ้น เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้ เด็กลดลง อัตราการเกิดน้อยลงทุกปี ในภาวะที่เด็กลดลงเช่นนี้ เราต้องมาคิดว่าเราจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะอาชีวะเอกชนที่ต้องพึ่งผู้เรียนเป็นหลัก