ราชบุรี ร้านอาหารสัตว์ วอนรัฐเร่งแก้ปัญหา เร่งนำเข้ากากถั่วเหลือง ระงับความเสียหายห่วงโซ่ปศุสัตว์ หวั่นเกษตรกรถึงทางตัน ล้มเลิกอาชีพเลี้ยงสัตว์
26 ธ.ค.66 – จากกรณีที่สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 15 องค์กร ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดออกประกาศระเบียบการนำเข้ากากถั่วเหลือง ปี 2567-2569 ทดแทนประกาศฉบับเดิม ปี 2563-2566 ที่กำลังจะสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคมนี้ เพื่อระงับความเสียหายต่อห่วงโซ่ปศุสัตว์และภาคธุรกิจอาหารสัตว์ของประเทศ

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งฟาร์มปศุสัตว์ อาทิ สุกร โคเนื้อ โคนม ไก่ไข่ และเป็ดไข่ อยู่เป็นจำนวนมาก โดยได้พูดคุยกับ น.ส.วลัยรัตน์ นิยมไทย อายุ 66 ปี ชาว ต.หนองโพ อ.โพธาราม ที่เปิดร้านขายอาหารสัตว์สำเร็จรูป ทั้งอาหารโคนม โคเนื้อ สุกร ม้า แพะ ไก่ และจิ้งหรีด มากว่า 30 ปี
น.ส.วลัยรัตน์ สะท้อนถึงปัญหาดังกล่าวว่า ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทย ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 โดยครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2565 ได้มีการปรับราคาขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึงกระสอบละ 70-80 บาท อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ส่งผลทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของทางร้านหลายรายต้องประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากราคาต้นทุนการผลิตกับราคาขายน้ำนมดิบไม่สอดคล้องกัน เกษตรกรบางรายต้องขายตัวโคทิ้งเพื่อมาจ่ายค่าอาหารสัตว์ และบางรายเลิกกิจการเพราะสู้ต่อไปไม่ไหว
ส่งผลกระทบให้ยอดขายหน้าร้านลดลงไปกว่าร้อยละ 40 โดยเกษตรกรได้เปลี่ยนไปใช้อาหารข้นที่ต้นทุนต่ำกว่า แต่ก็ทำให้ความสมบูรณ์ของแม่โคและคุณภาพของน้ำนมดิบลดลงตามไปด้วย
นอกจากนั้น การที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งกระทบกับราคาต้นทุนการผลิต ซึ่งในตลาดโคตอนนี้ ลูกโคที่คลอดออกมาบางครั้งไม่มีใครอยากซื้อ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนขายได้ตัวละ 1,500-2,000 บาท เพราะไม่อยากแบกรับภาระค่าอาหารสัตว์ และยังเสี่ยงต่อการขาดทุนในอนาคต

ยอมรับว่า ก่อนสิ้นปี 2566 หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ข้างต้น อาจส่งผลทำให้ราคาอาหารข้นขยับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งผู้รับกรรมก็คงไม่พ้นเกษตรกรวงการปศุสัตว์ทั้งระบบ เนื่องจากต้นทุนขึ้นแต่ราคาขายไม่ขยับตาม เกษตรกรคงถึงทางตัน ต้องล้มเลิกอาชีพเลี้ยงสัตว์ แล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน