สพฐ. สั่งสอบ รองผอ.หื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก สั่งออกนอกพื้นที่ทันที รายงานตัวส่วนกลาง 6 ม.ค.นี้ ด้าน ผอ.โรงเรียน ถ้าละเลยโดนด้วย
วันที่ 5 ม.ค.2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า กรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ จ.ตาก กระทำการอนาจารที่ไม่เหมาะสมกับนักเรียนนั้น
ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์ความปลอดภัย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เบื้องต้นได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และ นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. รับทราบแล้ว
โดยได้สั่งการให้สพฐ.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่ครูกระทำต่อนักเรียน ซึ่งตามนโยบายของศธ. เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และเคยแจ้งเป็นแนวปฏิบัติไปแล้ว ว่า ถ้าครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความไม่เหมาะสมกับนักเรียน ต้องดำเนินการตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว
ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวปฏิบัติหากพบว่ามีมูล จะดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง คือ ปลดออก และไล่ออกเท่านั้น กรณีนี้เบื้องต้นเมื่อได้ทราบเหตุ สพฐ. ออกคำสั่งให้รองผู้อำนวยการรายดังกล่าว มาประจำอยู่ที่สพฐ. เพื่อให้ออกนอกพื้นที่ เพราะหากปล่อยให้อยู่ในพื้นที่เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนทางวินัย
ทั้งนี้ในส่วนของโรงเรียนได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปแล้วชั้นหนึ่ง แต่เพื่อความรอบคอบเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ สพฐ.จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง หากพบว่ามีมูล มีโทษวินัยร้ายแรง ปลดออก หรือไล่ออกสถานเดียว โดยจะต้องรู้ผลการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน
หากพบว่ามีมูลก็จะแจ้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาทันที เพื่อไม่ให้มีสิทธิเป็นผู้บริหาร ทั้งนี้ที่กำหนดให้สอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน7 วัน เพราะเท่าที่ดูหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่เพื่อความถูกต้องตามกระบวนการ ก็ต้องลงไปสอบสวนในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์
“ส่วนสภาพจิตใจของเด็กนั้นสพฐ. รับทราบปัญหา จึงได้สั่งการให้รองผู้อำนวยการดังกล่าวออกนอกพื้นที่ทันที และจะกำชับผู้อำนวยการสศศ.ให้เร่งแจ้งโรงเรียนให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าว ออกนอกพื้นที่ และเข้ามารายงานตัวที่สพฐ.ภายในวันที่ 6 มกราคม แม้จะเป็นวันหยุดก็ต้องมา
เพราะถือว่า เรื่องความปลอดภัยของนักเรียนเป็นนโยบายที่สำคัญ หากยังให้อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของคณะกรรมการ ส่วนตัวนักเรียนเองก็อาจจะลำบาก รวมถึงจะส่งนักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงไปเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่ามีความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองสิทธิ
ส่วนนักเรียนที่ลาออกไปแล้วนั้น ก็ได้กำชับให้ผู้อำนวยการสศศ. และทีมนิติกรลงไปดูแลตรวจสอบเชิงลึก ว่าที่ผ่านมามีการข่มขู่ ทำให้เด็กไม่กล้าให้ข้อมูลหรือไม่ รวมถึงจะเชิญนักเรียนที่ลาออกไปแล้วมาให้ข้อมูล และเป็นพยานในการสอบสวนในครั้งนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นและไม่เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น ” ว่าทีร้อยตรีธนุ กล่าว
เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามโดยข้อเท็จจริงสพฐ. มีมาตรการเชิงป้องกัน ปราบปรามและให้ความรู้ พัฒนาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ทุกปี แต่ด้วยเพราะสพฐ. มีบุคลากรจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยเมื่อทราบข่าวก็เร่งแก้ปัญหาทันทีเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับผู้อื่น
รวมถึงให้เห็นว่า ศธ. โดย สพฐ.เอาจริงเอาจัง หากตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นเรื่องจริงก็จะได้รับการลงโทษอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่ สพฐ. ยังไม่พบข้อร้องเรียนรองผู้อำนวยการรายดังกล่าว
ซึ่งคงต้องรอดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยเกิดขึ้นมานานแล้ว มีการปกปิดกันอยู่ เป็นหน้าที่ของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจจริงที่ต้องเร่งดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่
เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า หากสืบสวนแล้ว พบว่ามีส่วนช่วยเหลือหรือปกปิด ก็อาจจะต้องดำเนินการตามกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะถือว่าไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสพฐ.มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้บังคับบัญชาเบื้องต้น ถ้าปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ผู้อำนวยการโรงเรียนก็อาจจะต้องรับผิด ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้น