ระนอง ขานรับ เมกะโปรเจกต์ นายกฯเศรษฐา เร่งเดินหน้า แลนด์บริดจ์ ลุยส่องอ่าวอ่าง-รับฟังเสียงปชช.พื้นที่ เล็งขจัดปม วิตก-กังวล ชาวบ้าน สร้างความเข้าใจ-ความชัดเจน
7 ม.ค. 67 – หลังจากคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เสร็จสิ้นจากการรับฟังปัญหาความต้องการข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่ บ้านห้วยปลิง ม.7 ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง จ.ระนอง

ที่ได้รับผลกระทบ โครงการฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้เสียต่อร่างขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประกอบการศึกษาให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
- ระบาดหนัก ป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มไม่หยุด ยอดพุ่งเกิน 6 พันราย แนะปชช.ดูแลสุขภาพ
- ชาวบ้านสุดทนพฤติกรรม ผญบ.ไม่โปร่งใส ถือป้ายเดินประท้วง ร้อง มท.2 ตรวจสอบด่วน
- ซ่าไม่หยุด! แก๊งอันธพาลวัยรุ่น ไทใหญ่-คนเมือง เปิดศึกประตูท่าแพ ถูกฟันแผลฉกรรจ์ 2 คน
คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดดังกล่าว เดินทางต่อมาที่ ท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้าน บ้านขจัดภัย หมู่ที่ 8 ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง จ.ระนอง โดย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานคณะกรรมาธิการฯโครงการแลนด์บริดจ์ สภาผู้แทนราษฎร และ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ และคณะ รวม 50 คน

ลงเรือหางยาวของชาวบ้านในพื้นที่ ลัดเลาะไปตามแนวคลองของป่าชายเลน ที่ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางในการหาปลา จับปู และกุ้ง ในทะเล ในส่วนที่ร่องน้ำลึกและกว้าง จะมีการสร้างกระชังปลาเล็กๆ สำหรับเลี้ยงปลาที่จับมาได้ ให้โตเต็มวัย ก่อนนำส่งออกไปขายต่อยังพ่อค้าคนกลาง

สภาพพื้นป่าชายเลน ยังคงสภาพสมบูรณ์ มีต้นโกงกางขึ้นอยู่หนาแน่น เพราะชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีการตัดไม้มาใช้ประโยชน์ ก่อนออกไปสู่ทะเล ที่บริเวณอ่าวอ่าง ในระยะทางร่วม 5 ก.ม. โดยผู้นำชุมชนได้ชี้ไปที่แหลมอ่าวอ่าง หรือ แหลมไผ่ ที่มีต้นไผ่ขึ้นอยู่บริเวณเขาปลายแหลม ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างคันล้อมพื้นที่ถมทะเล พื้นที่พัฒนาอเนกประสงค์

โดยจะนำหินมาถมทะเลออกไป ขนาดพื้นที่รวมประมาณเกือบ 7,000 ไร่ และจะประกอบด้วย พื้นที่หน้าท่าเทียบเรือซึ่งจะกว้างประมาณร่วม 1 ก.ม. รวมทั้งพื้นที่พัฒนาอเนกประสงค์ โดยเมื่อมองออกไปในทะเลอันดามัน ซึ่งอยู่ห่างฝั่งแนวชายฝั่งป่าชายเลน จะมองเห็นเกาะค้างคาวอยู่ทางทิศใต้ และเกาะพยามอยู่ทางทิศเหนือ
ซึ่งช่องว่างระหว่าง สองเกาะนี้ จะเป็นแนวที่สร้างท่าเรือน้ำลึกถมหินทำพื้นที่อเนกประสงค์กลางทะเล มิได้ก่อสร้างตรงอ่าวอ่าง ที่ชาวบ้านหากินแต่อย่างใด แต่เส้นทางช่องตรงแหลมอ่าวอ่าง จะมีการสร้างถนนยกระดับ ตัดตรงเข้ามา ปราะมาณ 3 ก.ม.

ก่อนเชื่อมต่อแนวตรงจากปลายแหลมอ่าวอ่าง ออกไปยังท่าเรือน้ำลึก ที่ถมทะเลด้วยหินคล้ายมีเกาะในทะเลขึ้นมาอีกเกาะ มีการสร้างผนังเขื่อนกันคลื่นไว้โดยรอบ ก่อนจะเชื่อมระบบถนนและระบบราง เหนือทะเลและแนวป่าโกงกาง เข้าไปยังแผ่นดิน ที่จะสร้างเป็นแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ในระยะทางประมาณ 89.35 กิโลเมตร
ซึ่งจะประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) ทางรถไฟ (Railway) ระบบการขนส่งทางท่อ (Pipeline) และถนนบริการ เป็นทางระดับพื้น ทางยกระดับ และอุโมงค์ในช่วงผ่านพื้นที่ภูเขา

พัฒนาแลนด์บริดจ์ ระนอง (แหลมอ่าวอ่าง) – ชุมพร (แหลมริ่ว) จะเห็นว่าแผนนี้ไม่ใช่แค่เส้นทางขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทรเชื่อมระหว่าง ทะเลแปซิฟิก-กับทะเลอินเดีย ประชาชนในพื้นที่และทั้งประเทศจะสนับสนุนหรือคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ย่อมเป็นสิทธิของทุกคนในการตัดสินใจ
แต่ในกระบวนการที่รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการอยู่ขณะนี้ ต้องให้ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ ข้อมูลที่ให้ประชาชนได้รับรู้ ยังมีประชาชนจำนวนมาก ซึ่งยังไม่เคยเห็นแบบแปลนท่าเรือที่มีการถมทะเลออกไปด้านนอก

ประชาชนในพื้นที่ยังนึกว่ามีการถมทะเลตรงอ่าวอ่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับป่าชายเลน ตรงจุดนี้ต้องเปิดภาพแปลนในการก่อสร้างให้ทุกคนได้รับรู้ มองเห็นภาพ และโอกาสการพัฒนาในรูปแบบที่ตรงกัน
ในการนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ได้พูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ว่า ทุกปัญหาและทุกข้อกังวลที่ชาวบ้านได้ร่วมแสดงออกถึงความคิดเห็นในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า แล้วจะนำข้อมูลเหล่านี้ ไปเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการพิจารณา เพื่อจะช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด

การมาลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการพูดคุยกันโดยตรง ได้รับฟังข้อคิดเห็นข้อวิตกข้อห่วงกังวลจากชาวบ้านโดยตรง ซึ่งถือเป็นการสื่อสารที่จะสร้างความเข้าใจและความชัดเจนระหว่างกันได้เป็นอย่างดี