Khaosod
Online

วันเสาร์ ที่ 31 ต.ค. 2563

ตุลาการแถลงคดีชี้ เจ้าหน้าที่อุทยานบุกเผาบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจานไม่ชอบด้วยกฎหมาย

13 มี.ค. 2561 - 14:42 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่ศาลปกครองสูงสุด ศาลนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีหมายเลขดำที่ อส.77/2559 ระหว่างนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก 6 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดย นายโคอิ กับพวกรวม 6 คน ฟ้องว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1 กับพวก 2 คน เผาทำลายทรัพย์สิน ยุ้งฉางข้าว ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดแก่ผู้ฟ้องคดี โดยคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกแต่ละคนเป็นเงินคนละจำนวน 10,000 บาท

การพิจารณาคดีวันนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 รายเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดี ขาดเพียงปู่คออี้ ที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อศาล โดยตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ แถลงด้วยวาจาต่อศาลว่าจากการตรวจสอบพิกัดที่ดินย้อนหลังไปจนถึงปี 2495 ไม่พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการทำการเกษตรตามที่นายโคอิและพวกอ้างว่าเป็นพื้นที่ทำกินมาหลายชั่วอายุคนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ราย จะเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยไม่มีเอกสารยืนยันว่าได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้เข้าใช้พื้นที่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถมีสิทธิรื้อทำลายเพิงพักของเจ้าหน้าที่ได้ ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 22 แต่อย่างไรก็ตามการเข้ารื้อถอนนั้นต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางปกครองเพื่อให้ผู้กระทำผิด ได้เก็บทรัพย์สินและของมีค่าออกจากบ้านให้แล้วเสร็จ ด้วยการทำหนังสือแจ้งผู้ที่จะถูกรื้อถอนตัวบ้าน ตามข้อปฏิบัติในคู่มือที่รัฐจัดทำขึ้น เพื่อให้มีผลกระทบต่อคู่กรณีจากคำสั่งทางปกครองให้น้อยที่สุด

ถึงแม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจออกคำสั่งในการรื้อถอน แต่ต้องทำตามกฎหมายคู่มือที่ระบุไว้ว่าเมื่อแจ้งด้วยวาจาต่อผู้กระทำผิดแล้ว แต่เมื่อไม่ได้ออกหนังสือแจ้งให้รื้อถอน ถือเป็นการไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 22 ของพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ แม้การเผาจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ประสงค์เจตนาของกฎหมายก็ตาม แต่การดำเนินการดังกล่าวทำให้ทรัพย์สินอย่างอื่นเสียหาย ทั้งที่สามารถขนออกมาก่อนที่จะเผาได้ ฉะนั้นการกระทำดังกล่าว จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เข้าข่ายองค์ประกอบการกระทำผิดละเมิด ตามมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์

อย่างไรก็ตามในส่วนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นตัดสินให้คนละ 10,000 บาทนั้น เห็นว่าเป็นการกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ที่ไม่มีสิทธิครอบครองพื้นที่ จึงไม่อาจให้กลับคืนในฐานะเดิมได้

นายสุรพงษ์ กองจันทึก หัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลือคดี กล่าวว่า ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีถือว่ามีแนวโน้มที่ดีสำหรับชาวบ้าน ที่ระบุว่าการเผาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดีชาวบ้านยังหวังให้ศาลปกครองสูงสุดเข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขา และตัดสินให้กับไปอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิม แม้ว่าพวกเขาไม่มีเอกสารสิทธิ์ยืนยัน แต่นั่นก็คือวิถีชีวิตของพวกเขา พร้อมกันนี้อยากให้ชดเชยกับชาวบ้านมากกว่า 10,000 บาท เพราะสิ่งที่ถูกเผาไม่ใช่เพิงพักเหมือนที่เข้าใจ แต่คือบ้านที่ชาวบ้านอาศัยอยู่แบบบ้านของเราจริงๆ พวกเขาอยู่อย่างนั้นมาอย่างช้านานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ


ด้าน นายสมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความ กล่าวว่า มีประเด็นหนึ่งของความเห็นที่ตุลาการผู้แถลงคดีมองเรื่องอัตลักษณ์กะเหรี่ยงที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งท่านชี้ว่าการเผาบ้านไม่ได้ทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้าน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ ต้องมองย้อนไปก่อนว่าวิถีหาอยู่หากินของคนกะเหรี่ยงไม่ได้ต้องการครอบครองพื้นที่ และต้องมีเอกสารสิทธิมายืนยัน แต่พวกเขาเคลื่อนย้ายที่อยู่ที่ทำกินไปตามวงรอบของการเพาะปลูก จึงทำให้ไม่สามารถยืนยันถิ่นที่อยู่ที่ชัดเจนของพวกเขาได้ เรื่องนี้เราได้ส่งงานวิจัย เรื่องอัตลักษณ์ วิถีชีวิต ไร่หมุนเวียน และวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมาให้ศาลพิจารณาแล้ว ฉะนั้นการเผาทำลายทรัพย์สินที่ใช้ทำมาหากินของชาวบ้าน จึงเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของเขายิ่งกว่าอะไรเสียอีก และไม่ใช่ว่าการย้ายพื้นที่ของเขาจะทำให้เขา

ขณะที่ นายหมี หรือกิตา ต้นน้ำเพชร ผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีที่ระบุว่าให้ชดเชยชาวบ้านที่ถูกเผาทรัพย์สินคนละ 10,000 บาทนั้น ส่วนตัวไม่ได้มองว่ามากหรือน้อย เพราะสิ่งที่ถูกเผาไปนั้น ไม่สามารถตีเป็นมูลค่าได้ และไม่มีทางที่เงินดังกล่าวจะคุ้มค่ากับวิถีชีวิตที่สูญเสียไป ทั้งนี้ยังอยากกลับไปอยู่ที่เดิม ที่สามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิม ได้ทำไร่ข้าว ทำให้อยู่ดีกินดี แต่พอถูกย้ายมาเราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีที่ทำกิน เหมือนที่เจ้าหน้าทีบอกกับศาลว่าจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้าน จริงๆไม่ใช่อย่างนั้น ทำให้ทุกวันนี้ต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ ต้องไปอาศัยกินข้าวตามบ้านคนที่รู้จัก หรือต้องรอลูกหลานหามาให้

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ตุลาการแถลงคดีชี้ เจ้าหน้าที่อุทยานบุกเผาบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจานไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง