เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสละครบุพเพสันนิวาสยังคงแรงต่อเนื่อง ส่งผลให้โบราณสถานในจังหวัดลพบุรี และอยุธยา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาเที่ยวชมเพื่อตามรอยละครดัง โดยผู้สื่อข่าวลงสำรวจที่พระปรางค์สามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี มีนักท่องเที่ยวที่เป็นคนต่างจังหวัดมาขอยืมชุดไทยที่ทางนายสุปกิต โพธิ์ประภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เตรียมชุดไทยไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ขอยืมสวมใส่เข้าเที่ยวถ่ายรูปภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ให้เข้ากับบรรยากาศละครดัง เพื่อจะเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปในสถานที่ต่างๆ บริเวณรอบพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เกิดจากการดูละครเมื่อคืนที่ผ่านมา

สำหรับทางจังหวัดลพบุรี หนุนการท่องเที่ยว ละครบุพเพสันนิวาส ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เปิดให้นักเที่ยวทุกวันไม่เว้นวันหยุด ในขณะนี้มีนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวและสวมใส่ชุดไทยมาเที่ยววันธรรมดาวันละ 1,000-2,000 คน ส่วนเสาร์-อาทิตย์ 4,000-5,000 คน ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด และชอบมาถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ที่ในละครเล่าว่าไปที่ไหนมาบ้าง แฟนละครก็จะไปถ่ายตามจุดนั้นๆ ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดลพบุรี เตรียมชุดไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ยืมสวมใส่ถ่ายรูปในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ประมาณ 200 ชุด ทั้งชายและหญิงฟรี ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไปเช่าตามร้านต่างๆ หน้าพระนารายณ์ราชนิเวศน์นั้นก็แล้วแต่ ทางร้านจะเรียกค่าเช่า

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวว่า ในการลงพื้นที่สำรวจพบว่า บริเวณพระปรางค์สามยอด ยังคงมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทยอยเดินทางมาถ่ายรูป พร้อมกับอ่านประวัติศาสตร์และความเป็นมาของพระปรางค์สามยอด ซึ่งได้ถามถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยคนหนึ่ง ได้ความว่า เป็นคนกรุงเทพมหานคร เมื่อคืนตนและครอบครัวได้ดูละครบุพเพสันนิวาส กล่าวถึงพระปรางค์สามยอด ซึ่งตนเห็นถึงความงดงามของพระปรางค์สามยอด จึงอยากมาดูและมาถ่ายรูป รุ่งเช้าจึงพาครอบครัวเดินทางมาลพบุรี เพื่อมาถ่ายภาพ ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงก็พบความสวยงามของพระปรางค์ แต่กลับไม่เหมือนกับในฉากละคร แอบเสียใจบ้างเล็กน้อย ว่าทำไมกองละครไม่มาถ่ายทำสถานที่จริง แต่ตนเองก็ไม่โกรธ และเข้าใจว่าคงมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถมาถ่ายทำในสถานที่จริงได้

ด้านนายสุปกิต โพธิปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมกันตามรอยละครบุพเพสันนิวาส เป็นเรื่องราวของอดีตในสมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์ โดยพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีความสำคัญและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมแสดงถึงความรุ่งเรืองสูงสุดสมัยหนึ่งของเมืองลพบุรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พื้นที่ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็น 3 เขต คือ เขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งและสิ่งก่อสร้างดังนี้

เขตพระราชฐานชั้นนอก มีสิ่งก่อสร้าง 5 หลัง คือ อ่างเก็บน้ำประปา เป็นที่เก็บน้ำใช้ภายในพระราชวัง เก็บน้ำที่ไหลจากอ่างซับเหล็กตามท่อดินเผามายังพระราชวัง และส่งต่อไปใช้ตามตึกต่างๆ สิบสองท้องพระคลัง สันนิษฐานว่าเป็นพระคลังเก็บสินค้าหรือสิ่งของเพื่อใช้ในราชการ ตึกเลี้ยงรับรองแขกเมือง เป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับคณะราชฑูตต่างประเทศ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดพระราชทานเลี้ยงแก่คณะราชทูตเชอร์วาเลีย เดอ โชมองต์ จากประเทศฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2228 ตึกพระเจ้าเหา สันนิษฐานว่าเป็นหอพระประจำพระราชวัง ชื่อพระเจ้าเหาหมายถึง พระพุทธรูปเก่าแก่สำคัญที่ประดิษฐานอยู่ภายในตึกนี้

โรงช้างหลวงเป็นที่อยู่ของช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเจ้านายสำหรับใช้ในราชการเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ และที่พักของควาญช้างและผู้ดูแลช้างเขตพระราชฐานชั้นกลาง มีสิ่งก่อสร้าง 2 หลัง คือ พระที่นั่งจันทรพิศาล เป็นที่ประทับออกว่าราชการแผ่นดินและประชุมองคมนตรี

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นที่เสด็จออกต้อนรับคณะราชทูตต่างประเทศ เขตพระราชฐานชั้นใน มีสิ่งก่อสร้าง 1 หลัง คือ พระที่นั่งสุธาสวรรค์ เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันจะเห็นฐานอาคารขนาดใหญ่ มีเกยสำหรับทรงเสลี่ยงหรือทรงม้า สภาพเดิมถูกบันทึกว่า มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีสระน้ำ 4 สระ มีเขาจำลองและปลูกพันธุ์ไม้

สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุภายในพื้นที่ 3 อาคาร คือ พระที่นั่งจันทรพิศาล สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เดิมใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับประชุมเสนาบดี หลังจากถูกทิ้งร้างไป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระที่นั่งขึ้น ใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร แสดงภาพประวัติศาสตร์ และโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ได้รวบรวมสิ่งของที่ใช้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ภาพวาดรูปเหมือน หมื่นสุนทรเทวา ขุนศรีวิศาลวาจา ภาพคณะราชทูตฝรั่งเศสมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ภาพคณะทูตไทยเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยที่14 หลังจากชมละครบุพเพสันนิวาส คงจะได้ยินตำราเรียนในสมัยอยุธยา ชื่อว่า จินดามณี กันมาแล้ว

ซึ่งเด็กวัยรุ่นสมัยนี้แทบจะไม่มีใครเห็น ซึ่งในปัจจุบันเรื่องของการศึกษาก็พัฒนาไปไกล มีการผสมสานของเทคโนโลยีและบูรณาการเรียนแบบใหม่ๆ เข้ามาสอนมากมาย ซึ่งแตกต่างกับการเรียนในสมัยก่อน เรียนวิชาต่างๆ ผ่านหนังสือเรียน มีความทรงจำ มีกลิ่นอายของความเป็นไทยแท้ๆ อยู่แบบเรียนเล่มแรกของไทย ชื่อ จินดามณี แต่งโดย พระมหาราชครู กวีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ครองราชย์ปี พ.ศ.2199-2231) หลังละครบุพเพสันนิวาสได้ออกอากาศ ปรากฎว่าให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเข้าชมพิพิธภัณฑ์ตามกระแสละครเป็นจำนวนมาก

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งที่มีรูปแบบงานศิลปกรรมที่ผสมระหว่างตะวันออกและตะวันตกไว้ได้อย่างลงตัว ประกอบไปด้วยอาคารทรงมณฑป และอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อยื่นออกมาข้างหน้า บันทึกของนิโกลาส์ แชร์แวส ระบุว่า ภายในพระที่นั่งหลังนี้ประดับประดาไปด้วยกระจกเงาสวยงามยิ่ง

พระนารายณ์ราชนิเวศน์ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครในเรื่องบุพพเพสันนิวาสอีกมากมาย บ้านวิชาเยนทร์ เมืองลพบุรี ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คล้ายวัดเก่าแต่ความจริงแล้วเศษซากโบราณสถานเหล่านี้คือบ้านวิชาเยนทร์ หรือ บ้านหลวงรับราชทูต ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อใช้ต้อนรับคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) เจ้าของต้นตำรับขนมหวานในไทยทั้งทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หม้อแกง เคยบ้านพักที่เมืองลพบุรี เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) สมุหนายกชาวกรีก ประวัติอันน่าสนใจของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กับท้าวทองกีบม้าซึ่งจบลงอย่างน่าเศร้า

พร้อมกับการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์ บ้านวิชาเยนทร์ในปัจจุบันเป็นโบราณสถานซึ่งอยู่ในรั้วรอบขอบชิด มีประตูเปิด-ปิด ภายในยังมองเห็นโครงสร้างแบ่งเป็นสามส่วนคือบ้านพักรับรองเหล่าคณะทูต บ้านพักของพระยาวิชาเยนทร์และท้าวทองกีบม้า กับตรงกลางคือโบสถ์ศาสนาคริสต์ ซึ่งถือเป็นหลังแรกของโลกที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเรเนซองส์ผสมกับสถาปัตยกรรมไทย ตั้งอยู่บนถนนวิชาเยนทร์ ห่างจากเทวสถานปรางค์แขกประมาณ 200 เมตร เปิดทุกวัน 08.30-17.00 น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน