นครราชสีมา ชาวบ้านถือป้ายบุก อบต.หลุ่งตะเคียน เหตุยื้อเวลารื้ออาคารที่พักสงฆ์ ทับโบราณสถานปราสาทหินโคกปราสาท อ้างพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งที่ไม่ใช้วัด หวั่นวิ่งเต้นระงับรื้อถอน
ชาวบ้านห้วยแถลงถือป้ายบุกอบต.หลังเจ้าหน้าที่อบต.ขอยื้อเวลารื้ออาคารที่พักสงฆ์โคกปราสาทสร้างทับปราสาทหิน พร้อมทวงผลการพิสูจน์สิทธิ์ที่ดินสาธารณะหลังถ่วงเวลาเกือบ 2 ปี

2 ส.ค. 67 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าสถานีตำรวจ สภ.เมืองพลับพลา ตำบลหลุ่งตะเคียน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ตัวแทนชาวบ้าน 40 คน รวมตัวกันเดินถือป้ายผ้า พร้อมข้อความ “สอบสวนสิทธิ์ที่ดินสาธารณะประโยชน์ 2 ปี”

โดยได้มีการเดินขบวนไปยัง องค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งตะเคียน เพื่อสอบถามถึงผลการดำเนินการสอบสวนสิทธิ์ที่ดินสาธารณะประโยชน์ หลังจากองค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งตะเคียน และฝ่ายปกครองอำเภอห้วยแถลง ได้ตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบสิทธิ์ ที่ดินที่อยู่บริเวณโดยรอบโบราณสถานปราสาทหินบ้านหลุ่งตะเคียน (ปราสาทหินโคกปราสาท) หลังจากเกิดข้อพิพาทในการเข้าไปตั้งที่พักสงฆ์วัดโคกปราสาท ว่าอาจเข้าข่ายการบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ร่วมกัน

ซึ่ง นายทนุศักดิ์ อยู่ศิริบูรณ์ นายก อบต.หลุ่งตะเคียน เปิดเผยผลการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จากการตรวจสอบเอกสารทางราชการ และพยานหลักฐาน คณะกรรมการได้ตัดสินให้ที่ดินบริเวณโดยรอบโบราณสถานปราสาทบ้านหลุ่งตะเคียน เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ยังไม่ทราบพื้นที่แน่ชัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการขอรังวัดที่ดินสาธารณะจากสำนักงานที่ดินนครราชสีมา สาขาจักราช

ทำให้ชาวบ้านที่มารับฟังต่างแสดงความดีใจ ที่การรอคอยมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงสอบถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งตะเคียนบางราย ที่ได้มีการไปยื่นหนังสือถึงสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ในการขอขยายเวลารื้อถอนอาคารปฏิบัติธรรม ที่สร้างทับตัวปราสาทหินโบราณอายุนับพันปี โดยอ้างเหตุเป็นช่วงเข้าพรรษา

ซึ่งอาคารปฏิบัติธรรมดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดได้ยกคำร้องคำสั่งคุ้มครองของศาลชั้นต้นไปเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 หลังจากนั้นทางตัวแทนที่พักสงฆ์ ได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงกับกรมศิลปากรว่า ยินดีรื้อถอนอาคารหลังดังกล่าวตามคำสั่งที่ได้รับ แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการรื้อถอนตามที่อ้างเรื่อยมา

จนกระทั่งกรมศิลปากร มีหนังสือสอบถาม จึงได้ยี่นหนังสืออีกครั้งว่า ให้กรมศิลปากรเข้าดำเนินการจัดหาเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อถอนได้เลย โดยที่พักสงฆ์จะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเอง
ซึ่งกรมศิลปากรก็ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่พร้อมเข้าทำการรื้อถอน แต่ก่อนเข้าพื้นที่ ได้มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่งตะเคียน ได้เข้ามายื่นหนังสือ ขอให้ผ่อนผันการรื้อถอนออกไปโดยอ้างว่า เป็นช่วงเข้าพรรษา พระสงฆ์ต้องใช้อาคารดังกล่าวในการประกอบกิจของสงฆ์

ซึ่งจากข้ออ้างชาวบ้านมองว่า เป็นการถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ เนื่องจากพระสงฆ์ผู้ดูแลที่พักสงฆ์ทราบเรื่องการรื้อถอนตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน และเป็นผู้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงขอรื้อด้วยตัวเอง จึงต้องมีการเตรียมสถานที่อื่นที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจของสงฆ์ไว้ก่อนอยู่แล้ว
รวมถึงสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่วัด ที่พระสงฆ์จะมาจำพรรษาได้ การที่จะมาอ้างวันเข้าพรรษา ชาวบ้านจึงไม่เห็นด้วย และนอกจากนี้ผู้ที่นำหนังสือไปยื่นให้ผ่อนผันการรื้อถอนเป็นถึงเจ้าหน้าที่ข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบลฯเองด้วย ชาวบ้านจึงเกรงว่า อาจจะมีการซื้อเวลาวิ่งเต้นไม่ให้อาคารหลังดังกล่าวถูกรื้อถอนก็เป็นได้